โรเจอร์ส เปิดใจ แอสตัน วิลล่า จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ไหม ใครจะรู้

แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) กลายเป็นทีมที่เซอร์ไพรส์ที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ พวกเขาขึ้นจากอันดับ 19 มาอยู่อันดับ 3 ภายในเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้น และหนึ่งในกำลังสำคัญของความสำเร็จนี้คือ มอร์แกน โรเจอร์ส (Morgan Rogers) แนวรุกดาวรุ่งที่ฟอร์มกำลังฉายแสงอย่างเต็มที่ ผลงานของโรเจอร์สโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง เขาออกสตาร์ททุกนัดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ยิงสองประตูในเกมชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) และทำแอสซิสต์สุดสวยในเกมพลิกชนะ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน (Brighton and Hove Albion) เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ผลงานของ วิลล่า จะยอดเยี่ยม แต่พวกเขากลับไม่ค่อยเป็นประเด็นพูดถึงมากนักเมื่อเทียบกับบิ๊กทีมอื่น ๆ จนกระทั่งวิลล่าไต่ขึ้นมาอยู่ในสามอันดับแรกหลังแพ้เพียงเกมเดียวจาก 11 นัดในลีก ซึ่งทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า — พวกเขากำลังลุ้นแชมป์จริงหรือ? วันเสาร์นี้ วิลล่า จะเปิดบ้านรับการมาเยือนของ อาร์เซน่อล (Arsenal) ทีมจ่าฝูง และมีโอกาสไล่ช่องว่างให้เหลือเพียง 3 คะแนนเท่านั้น

โรเจอร์ส: “เราเงียบ ๆ แต่มาแรง — และเราชอบแบบนั้น”

มอร์แกน โรเจอร์ วิลล่า บี้ปืน

ระหว่างงานเปิดตัวร้านแฟลกชิปของ PUMA ที่กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นร้านใหญ่ที่สุดในยุโรป โรเจอร์สให้สัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ FourFourTwo โดยกล่าวว่า เขาชอบที่ทีมของเขากำลังไต่อันดับแบบไม่เป็นที่จับตามองมากนัก

โรเจอร์สกล่าวว่า “พวกเราเดินอยู่ใต้เรดาร์เสมอ เมื่อคุณไม่ใช่สโมสรใหญ่แบบดั้งเดิม คุณก็จะถูกมองข้ามไปโดยธรรมชาติ แต่เราไม่สนใจ เราทำงานของเราเงียบ ๆ และเรารู้ดีว่าเรามีคุณภาพแค่ไหน” เขาย้ำว่า ความนิ่งและการไม่ตกเป็นข่าวมากเกินไป กลับกลายเป็นข้อดีของทีม “ไม่มีใครพูดถึงเรา ไม่มีใครคิดว่าเรามีโอกาสทำนั่นทำนี่ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่เราชอบ เราไม่สนว่าเขาจะพูดหรือไม่พูด เรายังพยายามเติบโตและพัฒนาต่อไป”  โรเจอร์ส เป็นหนึ่งในนักเตะที่ช่วยพา วิลล่า คว้าอันดับ 4 ในฤดูกาล 2023–24 และอันดับ 6 ในฤดูกาลถัดมา การถูกถามว่าปีนี้พวกเขาสามารถไปได้ไกลแค่ไหน เขาตอบว่า

“ใครจะรู้? ไม่มีใครคิดว่าเราจะมาอยู่ที่อันดับ 3 ตอนนี้ได้หรอก ทุกอย่างในฟุตบอลไม่แน่นอน เกมที่ดูง่ายบางเกมกลับยากที่สุดเสมอ เราไม่เคยมองโปรแกรมว่าเกมไหนง่ายหรือยาก เพราะพรีเมียร์ลีกสูสีมาก ๆ ใครมาตามวันฟอร์มก็ชนะได้” “ดูตอนนี้สิ คะแนนของแต่ละทีมแทบไม่ต่างกันเลย มันคือหนึ่งในลีกที่ดีที่สุดที่ได้ลงเล่น” เมื่อถูกถามว่า แม้แต่ตำแหน่งจ่าฝูงก็ยังเป็นไปได้หรือไม่ โรเจอร์สยิ้มและตอบว่า “ใครจะรู้? เราไม่จำกัดตัวเองแน่นอน ทีมอื่นมีประสบการณ์และมีผู้จัดการทีมระดับท็อป แต่เราก็มีเหมือนกัน เรามีโค้ชที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก”

โรเจอร์ ยกย่อง เอเมรี หัวใจสำคัญของโปรเจกต์วิลล่า

โรเจอร์ส กล่าวยกย่อง อูไน เอเมรี (Unai Emery) ว่าเป็นหนึ่งในกุนซือที่ดีที่สุดในโลก และมีบทบาทสำคัญที่ทำให้วิลล่าก้าวมาอยู่จุดนี้ได้ หลังจาก เอเมรี เข้ามาคุมทีม วิลล่า เปลี่ยนจากทีมกลางตารางสู่ทีมที่มีระบบชัดเจน ดุดัน และเล่นฟุตบอลเชิงลึกแบบมีแบบแผน พวกเขาพัฒนาทั้งเกมรุก เกมรับ และจิตใจของผู้เล่นในเวลาไม่นาน “เขาผลักดันเราในทุกวันและทำให้เราเชื่อว่าเราทำได้ เขาเป็นเหตุผลที่ทีมนี้มีความมั่นใจและกล้าสู้กับทุกทีม ไม่ว่าเราจะเจอใคร เรารู้สึกว่าเรามีโอกาสเสมอ เพราะเรามีโค้ชระดับโลกคอยนำทางเรา” ก่อนพูดคุยกับสื่อ โรเจอร์สได้เยี่ยมชมร้านใหม่ของ PUMA ที่ Oxford Street เขากล่าวว่า
“มันเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมมาก ทุกอย่างดูทันสมัยและใหญ่โตมาก ผมอยู่กับ PUMA มาเกือบปีแล้ว และมันเป็นแบรนด์ที่ดีมาก ทั้งเท่และเป็นมืออาชีพ ผมมีความสุขมากกับความร่วมมือนี้” การที่โรเจอร์สได้รับเชิญให้ร่วมเปิดตัวแฟลกชิปร้านใหญ่ที่สุดในยุโรป เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าเขากำลังกลายเป็นหนึ่งในนักเตะดาวเด่นของพรีเมียร์ลีกอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่นานมานี้ วิลล่า ยังเป็นทีมที่หลายคนมองว่าอาจต้องดิ้นรนหนีตกชั้น แต่วันนี้พวกเขาขยับขึ้นมาติดท็อปโฟร์อย่างมั่นคง และกำลังเข้าใกล้หัวตารางมากขึ้นเรื่อย ๆ ผลงานที่สม่ำเสมอของนักเตะแต่ละคน โดยเฉพาะ โรเจอร์ส วัตกินส์ มาเลน แคช รวมถึงการจัดการทีมที่ยอดเยี่ยมของ เอเมรี ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่ทุกสโมสรต้องระวัง

แม้หลายฝ่ายยังไม่ยอมรับว่า วิลล่า เป็น “ทีมลุ้นแชมป์” แต่โรเจอร์ส และเพื่อนร่วมทีมกลับเชื่อว่า ทุกอย่างเป็นไปได้ โรเจอร์สกล่าวทิ้งท้ายว่า “เราไม่ปิดโอกาสตัวเอง ไม่จำกัดตัวเอง ทุกอย่างเปิดกว้าง ถ้าเราทำงานหนัก เราเชื่อว่าเราสามารถไปถึงจุดไหนก็ได้”

“หนึ่งในค่ำคืนมหัศจรรย์ที่ เอลแลนด์ โร้ด” สัปดาห์แห่งความหวังใหม่ของ ลีดส์ ยูไนเต็ด

แฟนบอลของ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) อาจเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยความกลัวว่าจะต้องหล่นชั้น แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น พวกเขากลับพบกับความหวังใหม่อย่างเต็มเปี่ยม หลังทีมรักเก็บ 4 คะแนนสำคัญจาก 3 นัดที่ยากที่สุดในฤดูกาล โดยมีไฮไลต์คือการไล่ตามตีเสมอ ลิเวอร์พูล (Liverpool) แบบสุดระห่ำ 3-3 ที่สนาม เอลแลนด์ โร้ด (Elland Road) แกรี เนวิลล์ (Gary Neville) ผู้เชี่ยวชาญของ Sky Sports สรุปสัปดาห์นี้ของ ลีดส์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบว่า “นี่คือสัปดาห์ที่เราเคยคิดว่าจะผลัก ลีดส์ ลงไปสู่ เดอะ แชมเปียนชิพ แต่กลับกลายเป็นสัปดาห์แห่งความหวังของพวกเขา”  ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ทีมของ ดาเนียล ฟาร์เค (Daniel Farke) ต้องบุกเยือน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ที่สนาม เอติฮัด สเตเดียม (Etihad Stadium) ขณะนั้น ลีดส์ อยู่ในโซนตกชั้น และยิ่งแย่ไปกว่านั้น พวกเขาถูกยิงประตูตั้งแต่นาทีแรก ทุกคนคาดว่า ซิตี้ จะไล่ยิงจนสกอร์ขาดลอยเหมือนเกมคริกเก็ต โดยเฉพาะเมื่อทำสกอร์นำ 2-0 อย่างรวดเร็ว แต่ลีดส์กลับไม่ยอมแพ้ พวกเขาสู้จนกลับมาตีเสมอได้ 2-2 และเกือบเก็บแต้ม แต่ต้องพ่ายด้วยประตูชัยของ ฟิล โฟเด้น (Phil Foden) ในนาทีที่ 91 แม้จะแพ้ แต่ความเชื่อมั่นเริ่มกลับมา และกองเชียร์ก็เตรียมตัวให้กำลังใจทีมอย่างเต็มอิ่มในนัดถัดไปกับ เชลซี (Chelsea) ในค่ำคืนที่ เอลแลนด์ โร้ด เต็มไปด้วยพลัง ลีดส์ โชว์ฟอร์มเหนือชั้นจนเกินความคาดหมาย พวกเขาเปิดเกมรุกใส่ทีมของ เอนโซ่ มาเรสก้า (Enzo Maresca) แบบไม่เกรงกลัวอะไร จนจบลงด้วยชัยชนะ 3-1 และลากตัวเองขึ้นมาจากโซนตกชั้นได้สำเร็จ ความเชื่อเริ่มเติบโตขึ้นในหมู่แฟนบอล และแม้ทีมจะเพิ่งแพ้มา 4 นัดติดก่อนหน้านี้ แต่บรรยากาศที่เอลแลนด์ โร้ด ในคืนนั้นทำให้ทุกคนรู้สึกว่า ฤดูกาลของลีดส์อาจยังไม่จบลงง่าย ๆ

ค่ำคืนมหัศจรรย์กับ ลิเวอร์พูล จากตามหลัง 0-2 สู่การตีเสมอ 3-3 ในช่วงเวลาสุดพิเศษ

อาโอะ ตีเสมอหงส์

จากชัยชนะเหนือ เชลซี ลีดส์ ลงสนามอีกครั้งพบกับ ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์จากฤดูกาลที่แล้ว และตกเป็นรองทันทีเมื่อโดนยิงนำ 2-0 แต่พวกเขาไม่ยอมแพ้ ไล่ตีเสมอเป็น 2-2 ลิเวอร์พูล ยิงนำอีกครั้งเป็น 3-2 แต่ลีดส์กลับมาตีเสมอได้ในช่วงท้าย เก็บผล 3-3 แบบสุดมันส์ ทำให้กองเชียร์ในสนามระเบิดเสียงเฮดังไปทั่วทั้งเมือง ฟาร์เค กล่าวว่า “นี่คือหนึ่งในค่ำคืนมหัศจรรย์ของ เอลแลนด์ โร้ด และผมจะไม่มีวันลืม” ผลเสมอนี้ ทำให้ความกดดันที่ถาโถมใส่ ฟาร์เค ตลอดหลายสัปดาห์ลดลงทันที ก่อนสัปดาห์นี้ สื่อหลายสำนักรายงานว่า บอร์ดบริหารเริ่มกระบวนการค้นหาผู้จัดการทีมคนใหม่แล้ว แต่การเก็บ 4 คะแนนจากทีมระดับท็อปอย่าง แมนฯ ซิตี้, เชลซี และ ลิเวอร์พูล ภายใน 8 วัน ทำให้เก้าอี้ของ ฟาร์เค ยังปลอดภัยในระยะสั้น

เมื่อถูกถามว่า นี่คือหนึ่งในสัปดาห์ที่ดีที่สุดในฐานะกุนซือพรีเมียร์ลีกหรือไม่ เขาตอบว่า “ไม่เลย แต่เป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่เหนื่อยที่สุดต่างหาก” “การต้องเจอ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola), เอนโซ่ มาเรสก้า (Enzo Maresca) และ อาร์เน่อ สลอต (Arne Slot) ต่อเนื่องกันเป็นเรื่องโหดมาก เราไม่มีคุณภาพเทียบกับทีมเหล่านี้ ดังนั้นเราต้องเน้นแท็กติกและสร้างความประหลาดใจให้พวกเขา” ฟาร์เค ยังพูดติดตลกว่า “ดีใจที่สัปดาห์นี้จบแล้ว จะได้กลับบ้านกินเค้กกับกาแฟบนโซฟา”

แม้ตอนแพ้ 4 นัดติดหลายคนคิดว่าเขาจะถูกปลด แต่ฟาร์เค กล่าวว่า เขา “ไม่เคยสูญเสียความเชื่อใจในตัวทีมเลย” “ผมรู้ว่าพวกเขามีสปิริตและความร่วมมือมากแค่ไหน พวกเขาทุ่มเทอย่างน่าทึ่ง และผมเชื่อว่าคุณจะได้ในสิ่งที่คุณลงทุนเสมอ”

สัปดาห์ที่เปลี่ยนอนาคตของ ลีดส์ ยูไนเต็ด ไปโดยสิ้นเชิง

ตลอด 8 วันที่ผ่านมา ลีดส์ เปลี่ยนจากความสิ้นหวังเป็นความหวังในรูปแบบที่งดงามที่สุด แพ้ แมนฯ ซิตี้ แบบหวุดหวิด ตามมาด้วยการ ชนะ เชลซี แบบเหนือชั้น และการ เสมอ ลิเวอร์พูล แบบลืมหายใจ ด้วยหัวใจนักสู้อย่างแท้จริง การเจอกับทีมเหล่านี้แล้วสร้างผลงานได้ยอดเยี่ยมเช่นนี้ น่าจะทำให้ความมั่นใจของทีม กลับคืนมาอย่างเต็มเปี่ยม สโมสรที่หลายคนมองว่าโอกาสรอดตกชั้นต่ำมาก กลับลุกขึ้นมาสู้และสร้างสัญญาณเชิงบวกทั่วทั้งทีม นี่อาจจะไม่ใช่การกลับมาสู่ยุครุ่งเรือง แต่เป็นสัปดาห์ที่ปลุกหัวใจของแฟนบอล และปลุกความมั่นใจของผู้เล่น ให้เชื่อว่าสโมสรยังสามารถยืนหยัดในพรีเมียร์ลีกได้ และถ้าพวกเขายังคงเล่นด้วยความมุ่งมั่นแบบนี้   เส้นทางรอดตกชั้นอาจอยู่ไม่ไกลเลย มันยังคงเปิดกว้าง และเชื่อได้ว่า ลีดส์ อาจจะยังดีพอที่จะได้โลดแล่น ในพรีเมียร์ลีกต่อไปในฤดูกาลหน้าเช่นกัน

อาร์เน่อ สลอต ใกล้ถึงทางแยกสุดท้ายในถิ่น แอนฟิลด์ หลังคู่แข่งเผยความจริงที่น่ากังวล

สถานการณ์ของ อาร์เน่อ สลอต (Arne Slot) ผู้จัดการทีมของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เดินหน้าเข้าใกล้จุดแตกหักมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังคู่แข่งออกมายอมรับแบบตรงไปตรงมาว่า พวกเขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวกับการมาเยือนสนาม แอนฟิลด์ (Anfield) อีกต่อไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าความแข็งแกร่งของ “ป้อมปราการเหล็ก” แห่งนี้เริ่มสั่นคลอนอย่างน่าเป็นห่วง แม้ว่า ลิเวอร์พูล จะเพิ่งเก็บชัยชนะในลีกได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน หลังชนะ เวสต์แฮม (West Ham) ทำให้แฟนบอลหวังว่าทีมอาจกลับเข้าที่เข้าทาง แต่ความหวังนั้นก็พังทลายอย่างรวดเร็ว เมื่อผลงานในเกมเสมอ ซันเดอร์แลนด์ (Sunderland) 1-1 กลายเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า ปัญหาของทีมภายใต้การคุมทัพของ สลอตยังไม่ถูกแก้ไขแม้แต่น้อย ลิเวอร์พูล ไม่สามารถคว้าชัยชนะในลีกได้แบบต่อเนื่องอีกเลย นับจากที่เคยชนะ เบิร์นลีย์ (Burnley) และ เอฟเวอร์ตัน (Everton) ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา ขณะที่ผลงานในทุกรายการชนะเพียง 4 จาก 14 นัด และเมื่อเล่นในบ้านก็ชนะได้แค่ 2 จาก 7 นัดหลังสุดที่ แอนฟิลด์ นี่ไม่ใช่ผลงานที่แฟนบอลของทีมระดับลุ้นแชมป์จะยอมรับได้ และยิ่งตอกย้ำภาพรวมว่า การคุมทีมของ อาร์เน่อ สลอต ยังไม่สามารถสร้างระบบหรือความมั่นใจให้กับทีมได้เลย สลอต ยอมรับหลังเกมว่าชัดเจนว่า ทีมคู่แข่งที่มาเยือนเราตอนนี้คิดว่า พวกเขามีโอกาสคว้าผลการแข่งขันได้” คำพูดนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เพราะในอดีต แอนฟิลด์ ถือเป็นสนามที่แทบไม่มีทีมใดยินดีมาเยือน และแทบไม่เคยมีใครกล้าแสดงความมั่นใจเช่นนี้มาก่อน

ตัวเลขที่น่าตกใจ และเหตุผลที่ตำแหน่งผู้จัดการทีมเริ่มสั่นคลอน

สล็อท ใกล้จบกับหงส์

หากนับย้อนหลังไปไกลขึ้น ลิเวอร์พูล ชนะเพียง 15 จาก 32 นัดในทุกรายการ ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่ไม่อาจยอมรับได้สำหรับสโมสรที่ตั้งเป้าลุ้นแชมป์ทุกรายการ ถึงแม้แฟนบอลส่วนหนึ่งยังคงให้เวลาสลอต เพราะมีเหตุผลบางประการ เช่น การเปลี่ยนถ่ายทีม การบาดเจ็บ และการรวมตัวของผู้เล่นใหม่จำนวนมาก แต่สไตล์การเล่น การตัดสินใจในเกม การเปลี่ยนตัว และการจัดการนักเตะของเขากลับยังไม่แสดงให้เห็นเลยว่า เขาคือคนที่จะพาทีมก้าวไปข้างหน้า ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นชัดว่า การอยู่ในตำแหน่งของเขาเริ่มสุ่มเสี่ยงมากขึ้นทุกที ในเกมกับ ซันเดอร์แลนด์ ครึ่งแรก ลิเวอร์พูล แทบไม่มีความดุดันใด ๆ เลย การตั้งเกมแบบ 4-4-2 ทำให้ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ (Florian Wirtz) และ อเล็กซานเดอร์ อิซัค (Alexander Isak) โดดเดี่ยวอย่างมาก ขณะที่ โดมินิก โซบอสซ์ไล (Dominik Szoboszlai) และ โคดี้ กัคโป (Cody Gakpo) ถูกดึงลงต่ำจนแทบไม่ได้ช่วยเกมรุก มีจังหวะหนึ่งที่ผู้รักษาประตูของซันเดอร์แลนด์ยืนถือบอลถึงหน้าเขตโทษของตัวเอง แต่ กัคโป ถอยไปยืนเกือบกลางสนามฝั่งตัวเอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแผน “เซฟตัวเองก่อน” แบบชัดเจนที่สุด แม้ในครึ่งหลัง สลอต จะส่ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ลงสนาม ทำให้รูปเกมดีขึ้น พร้อมเปลี่ยนระบบเป็น 4-3-3 แต่ภาพรวมยังเต็มไปด้วยความสับสน นักเตะต้องปรับตำแหน่งไปมาแทบทุกนัด บางครั้งต้องโยกเล่น 2-3 ตำแหน่งในเกมเดียว ซึ่งทำให้ความเข้าใจในเกมเป็นเรื่องเกือบเป็นไปไม่ได้  เรกิส เลอ บรีส์ (Regis Le Bris) กุนซือของ ซันเดอร์แลนด์ พูดหลังเกมอย่างตรงไปตรงมาว่า
“เราประหลาดใจมากที่มีพื้นที่ให้เล่นและต่อบอลได้ง่ายกว่าที่คิด” นี่คือคำให้การที่ทำให้แฟนลิเวอร์พูลรู้สึกใจหาย เพราะทีมที่เคยขึ้นชื่อเรื่องการเพรสซิ่งอย่างหนัก ปัจจุบันกลับทำได้อย่างเชื่องช้า ไร้พลัง และไร้รูปแบบที่ชัดเจน

ปัญหาการจัดการทีม และกรณีของ เฟเดริโก้ เคียซ่า

แฟนบอลเริ่มตั้งคำถามถึงการบริหารนักเตะของ สลอต โดยเฉพาะกรณีของ
เฟเดริโก้ เคียซ่า (Federico Chiesa) ที่ถูกเตรียมลงสนามเพื่อแทน อิซัค ก่อน ลิเวอร์พูล ตีเสมอ แต่ถูกบอกให้รอ ก่อนจะถูกส่งลงมาในอีก 5 นาทีต่อมา เคียซ่า ลงมาแล้วเพิ่มพลังเกมรุกทันที แต่กลายเป็นว่า ลิเวอร์พูล เดินเกมอย่างไร้สมดุล เพราะมีทั้ง เคียซ่า, ฮูโก้ เอกิติเก้ (Hugo Ekitike), ซาลาห์ และ เวียร์ตซ์ อยู่ในสนามพร้อมกันจนทีมเสียรูปแบบเกมอย่างสิ้นเชิง ท้ายเกม ลิเวอร์พูล เกือบโดนยิง แต่ เคียซ่า เป็นคนวิ่งสกัดบนเส้นประตูช่วยชีวิตทีมและผู้จัดการทีมเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิดหาก ลิเวอร์พูล แพ้ในเกมนี้ โอกาสปลด สลอต อาจเกิดขึ้นทันที แม้ผลเสมอจะช่วยยืดเวลาให้เขาอยู่ในตำแหน่งอีกหน่อย แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง พวกเขาต้องบุกเยือน ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ในเกมถัดไป ซึ่งกำลังมีความมั่นใจหลังชนะ เชลซี (Chelsea) และหากผลออกมาเลวร้ายอีกครั้ง สถานะของ สลอต อาจถึงจุดแตกหักจริง ๆ เมื่อพิจารณาผลงานทั้งหมด ดูเหมือนว่าการจากตำแหน่งของ อาร์เน่อ สลอต (Arne Slot) จะกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มากขึ้นทุกวัน เพราะเขายังหาเส้นทางที่ชัดเจนให้กับทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะระดับคุณภาพไม่ได้เลย

ฟอร์ม บรูโน่ ตัวแปรผีจะเข้าสู่ “คริสต์มาสหายนะ” หรือ “การคืนชีพสู่ยุโรป”

สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญที่สุดของฤดูกาล เพราะภายในเดือนธันวาคมที่อัดแน่นไปด้วยโปรแกรมการแข่งขัน ทีมจะได้รู้ชัดเจนว่า พวกเขายังมีโอกาสลุ้นพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (UEFA Champions League) หรือไม่ หลังจากฟอร์มผลงานเริ่มดีขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ด้วยชัยชนะกลับมาแบบพลิกล็อกเหนือ คริสตัล พาเลซ (Crystal Palace) ซึ่งช่วยยกบรรยากาศโดยรวมของทีมให้กลับมามีความหวังอีกครั้ง สถานการณ์ในพรีเมียร์ลีกปัจจุบันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน คล้ายกับบรรยากาศของ เดอะ แชมเปียนชิพ (The Championship) เพราะช่องว่างคะแนนของหลายทีมใกล้เคียงกันอย่างมาก ทีมท้ายตารางสามารถเอาชนะทีมบนหัวตารางได้ทุกเมื่อ และทำให้การแข่งขันตลอดช่วงฤดูกาลดูยากจะคาดเดา อย่างไรก็ตาม โปรแกรมหนักหนาสาหัสของเดือนธันวาคม และการเริ่มต้นของศึก แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ (Africa Cup of Nations) จะทำให้รูปแบบตารางคะแนนเริ่มชัดเจนขึ้น รวมถึงเส้นทางความหวังของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เองด้วย

โปรแกรมเดือนธันวาคม “ง่ายสุดเป็นอันดับสาม”  แต่ไม่มีอะไรแน่นอนสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด

อโมริม คริสมาสต์

บริษัทข้อมูลชื่อดัง ออปต้า (Opta) ระบุว่า ทีมของ รูเบน อาโมริม (Ruben Amorim) มีโปรแกรมแข่งขันที่ง่ายเป็นอันดับสามในช่วงเทศกาลคริสต์มาส รองจากเพียง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) และ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เท่านั้น โดยมีถึง 4 เกมในบ้าน และอีก 2 เกมพบทีมบ๊วยอย่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส (Wolves) แต่ถึงแม้ตัวเลขจะชี้ว่าเป็น “โปรแกรมง่าย” ทว่าแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่างรู้ดีว่า “คำว่าเกมง่าย ไม่มีอยู่จริงสำหรับทีมชุดนี้” เพราะฟอร์มการเล่นที่ผันผวนและแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาตลอดหลายปี ทำให้ไม่มีใครคาดเดาได้เลยว่า ผลลัพธ์จากแต่ละเกมจะออกมาเช่นไร เกมแรกของเดือนจะพบกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (West Ham United) ที่สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด (Old Trafford) ซึ่งเป็นจุดทดสอบสำคัญ เพราะครั้งล่าสุดที่เล่นในบ้าน ยูไนเต็ด กลับพ่าย เอฟเวอร์ตัน (Everton) ที่เหลือผู้เล่นแค่ 10 คนเกือบทั้งเกม ผลงานแบบนี้ทำให้การเล่นในบ้านไม่ได้เป็นจุดแข็งเหมือนเช่นอดีตอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น เวสต์แฮม เคยทำ “ดับเบิล” ใส่ ยูไนเต็ด เมื่อฤดูกาลก่อน และยังเป็นเกมสุดท้ายในยุคของ เอริก เทน ฮาก (Erik ten Hag) ขณะที่กุนซือคนปัจจุบันของขุนค้อนอย่าง นูโน่ เอสปิริโต ซานโต้ (Nuno Espirito Santo) ก็เคยเอาชนะ อาโมริม สมัยรับงานที่ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) มาก่อนด้วย แม้ ลูคัส ปาเกต้า (Lucas Paquetá) จะติดโทษแบนจากใบแดงในเกมกับ ลิเวอร์พูล แต่ ยูไนเต็ด ก็ยังต้องเล่นด้วยความรอบคอบ เพราะความผิดพลาดเล็กน้อยสามารถเปลี่ยนเกมได้ทันที หลังจากนั้น ยูไนเต็ด ต้องบุกไปเยือนสนาม โมลินิวซ์ (Molineux) ของ วูล์ฟส์ (Wolves) ซึ่งเป็นสนามที่มีผลการแข่งขันไม่แน่นอนเสมอ แม้ฤดูกาลก่อน มาเธอุส คุนญ่า (Matheus Cunha) จะยิงประตูจากลูกเตะมุมเข้าไปแบบสุดเหลือเชื่อก็ตาม เรื่องที่น่าสนใจที่สุดคือ “บั๊กประหลาด” ของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส (Bruno Fernandes) ในการเจอกับ วูล์ฟส์ และ เวสต์แฮม เพราะในบรรดา 19 ทีมในพรีเมียร์ลีกที่เขาเคยดวลด้วย กัปตันชาวโปรตุเกสรายนี้ยิงประตูไม่ได้เลยเพียง 3 ทีม คือ วูล์ฟส์, เวสต์แฮม และ ซันเดอร์แลนด์ (Sunderland) ซึ่งจำนวนการเจอกับสองทีมแรกมากถึง 24 นัด แต่ไม่เคยยิงประตูได้เลย ทำให้สถิตินี้ถูกเรียกว่า “เกือบเป็นข้อผิดพลาดทางระบบ” ของนักเตะที่ปกติทำประตูได้ในแทบทุกสถานการณ์ โปรแกรมถัดมาคือการเปิดบ้านรับ บอร์นมัธ (Bournemouth) ในรายการ มันเดย์ ไนท์ ฟุตบอล (Monday Night Football) วันที่ 15 ธันวาคม แม้ทีมเยือนจะเก็บได้เพียง 1 คะแนนจาก 5 นัดหลัง แต่ประวัติของการเจอกันชี้ชัดว่า ยูไนเต็ด มักเจอปัญหาเสมอ ตลอดสองฤดูกาลที่ผ่านมา ยูไนเต็ด ไม่เคยเอาชนะ บอร์นมัธ เลย แถมยังแพ้ใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด ทั้งสองครั้งด้วยสกอร์เดียวกัน 3-0 และทั้งสองนัดก็มักเกิดขึ้นในเดือนธันวาคมอีกด้วย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทีมมีสถิติเลวร้ายที่สุดต่อเนื่องหลายปี ใน 14 เกมพรีเมียร์ลีกช่วงเดือนธันวาคมในสองฤดูกาลหลังสุด ยูไนเต็ด ชนะเพียง 4 นัด และแพ้มากถึง 9 นัด แถมยังตกรอบ ยูฟ่า ยูโรปาลีก (UEFA Europa League) ปี 2023 และตกรอบ ลีกคัพ (League Cup) ปี 2024 อีกด้วย เดือนนี้จึงเป็น “เดือนอาถรรพ์” ของทีมโดยแท้จริง

บททดสอบใหญ่ก่อนคริสต์มาส แอสตัน วิลล่า และ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด

เกมที่ยากที่สุดของเดือนคือการเผชิญหน้ากับ แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) และ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United) ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงในการแย่งพื้นที่ยุโรป แมนฯ ยูไนเต็ด มักทำผลงานได้ดีที่ วิลล่า พาร์ค (Villa Park) ในช่วงหลัง แต่ฝั่ง นิวคาสเซิล เคยบุกมาชนะ 2-0 ในปลายปีที่แล้ว และเป็นหนึ่งในค่ำคืนที่ตกต่ำที่สุดของทีม เมื่อ โยชัว เซิร์กซี (Joshua Zirkzee) ถูกแฟนบอลโห่ไล่ออกจากสนาม อย่างไรก็ตาม ประตูแรกในพรีเมียร์ลีกของ เซิร์กซี ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว รวมถึงประตูชัยของ เมสัน เมาท์ (Mason Mount) ในเกมชนะ คริสตัล พาเลซ เป็นสัญญาณบวกสำหรับทีม เพราะผู้เล่นอย่าง ไบรอัน เอ็มบูโม่ (Bryan Mbeumo) และ อาหมัด ดิยัลโล่ (Amad Diallo) เตรียมเดินทางไปแข่ง แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ หลังจบเกมกับ บอร์นมัธ ทำให้สโมสรต้องพึ่งพานักเตะที่ฟอร์มกำลังมา เดือนธันวาคมนี้จะเป็นตัววัดชะตาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง หากพวกเขาเก็บชัยชนะในเกมที่ควรชนะได้ทั้งหมด พร้อมยกระดับฟอร์มในเกมใหญ่ ผลลัพธ์ที่ได้อาจพอทำให้ทีมกลับมามีลุ้นโควต้า แชมเปียนส์ลีก แต่หาก “เดือนอาถรรพ์” เล่นงานพวกเขาอีกครั้ง ความฝันทั้งหมดอาจพังครืนลงก่อนเข้าสู่ปีใหม่ และหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะกำหนดทิศทางนี้ก็คือฟอร์มของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ผู้ที่ “สถิติผิดธรรมชาติ” ของเขาอาจกลายเป็นตัวชี้ชะตาว่า ยูไนเต็ด จะผ่านพ้นเทศกาลอันโหดร้ายนี้ไปได้หรือไม่

นิวคาสเซิล เจอบททดสอบหนัก! อัปเดตอาการ เจ็บของ คีแรน ทริปเปียร์

สโมสร นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United) ต้องเจอกับสถานการณ์ที่น่ากังวลอีกครั้ง หลังได้รับข่าวร้ายเกี่ยวกับการบาดเจ็บของสองกำลังสำคัญในทีมพร้อมกันในช่วงโปรแกรมแน่นขนัดของเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงชี้ชะตาสำคัญของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ (Premier League) ฤดูกาล 2025/26  สรุปทุกประเด็นสำคัญ ตั้งแต่การบาดเจ็บของนักเตะ การประเมินของ เอ็ดดี้ ฮาว (Eddie Howe) สถานการณ์ขุมกำลังสำหรับเกมเยือน เอฟเวอร์ตัน (Everton) รวมถึงกำหนดคืนสนามของ โยอาเน วิสซา (Yoane Wissa) แข้งใหม่ค่าตัว 55 ล้านปอนด์ ที่แฟนบอลรอคอยกันอย่างมาก ช่วงเวลาสำคัญของฤดูกาลกำลังจะมาถึง แต่ดูเหมือนว่า นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United) จะต้องพบกับความท้าทายครั้งใหม่ เมื่อมีการยืนยันว่า คีแรน ทริปเปียร์ (Kieran Trippier) หนึ่งในผู้นำสำคัญในห้องแต่งตัวของทีม มีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อแฮมสตริง และจะต้องใช้เวลาพักรักษาตัวประมาณ 4 สัปดาห์ ทำให้พลาดช่วยทีมในช่วงโปรแกรมหฤโหดของเดือนธันวาคมอย่างแน่นอน

ก่อนหน้านี้ ทริปเปียร์ ต้องรับบทบาทสำคัญเมื่อถูกจับสลับไปเล่นแทน ทิโน ลิฟราเมนโต (Tino Livramento) ที่บาดเจ็บ แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหาการใช้งานหนักติดต่อกันจนทำให้เกิดอาการเจ็บตามมา การขาดหายของเขาถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ เพราะไม่เพียงแต่เป็นตัวหลักในระบบของทีม แต่ยังเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีประสบการณ์สูงที่สุดในทีมของ เอ็ดดี้ ฮาว นอกจากทริปเปียร์แล้ว อีกหนึ่งแนวรับสำคัญอย่าง สเวน บ็อตมัน (Sven Botman) กองหลังจาก เนเธอร์แลนด์ (Netherlands) ก็ได้รับบาดเจ็บบริเวณหลัง และกำลังอยู่ในช่วงประเมินความพร้อมสำหรับเกมสุดสัปดาห์ที่จะต้องบุกไปเยือน เอฟเวอร์ตัน (Everton) ที่สนาม ฮิลล์ ดิกคินสัน สเตเดียม (Hill Dickinson Stadium) เอ็ดดี้ ฮาว ยอมรับว่าโอกาสลงสนามของ บ็อตมัน ยังจัดอยู่ในระดับ “กึ่ง ๆ กลาง ๆ” ทำให้เขากลายเป็นเครื่องหมายคำถามสำคัญในแนวรับที่กำลังมีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บพร้อมกันหลายคน สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อ เอมิล คราฟธ์ (Emil Krafth) แบ็กขวาทีมชาติ สวีเดน (Sweden) ที่มีความสามารถในการยืนเป็นเซ็นเตอร์แบ็กในบางสถานการณ์ ก็ถูกยืนยันว่าไม่พร้อมเดินทางไปช่วยทีมในเกมเยือน เอฟเวอร์ตัน เช่นกัน ส่งผลให้ม้านั่งสำรองของ นิวคาสเซิล ในเกมนี้อาจดูเบาบางกว่าที่ควรจะเป็นอย่างเห็นได้ชัด

ข่าวดีในข่าวร้าย  การกลับมาของ โยอาเน วิสซา ดาวเตะที่แฟนทูนส์ รอคอย

แม้สถานการณ์ผู้เล่นบาดเจ็บจะดูตึงเครียด แต่ เอ็ดดี้ ฮาว ก็ยังมีข่าวดีให้แฟนบอลได้ชื่นใจ เมื่อเขายืนยันว่า โยอาเน วิสซา (Yoane Wissa) แข้งใหม่ค่าตัว 55 ล้านปอนด์ที่ถูกดึงตัวมาเสริมแนวรุกในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ได้กลับมาร่วมซ้อมกับทีมเป็นครั้งแรกแล้ว หลังจากพักรักษาตัวจากการบาดเจ็บเอ็น PCL ที่ได้รับระหว่างการรับใช้ทีมชาติ ดีอาร์ คองโก (DR Congo) ในช่วงพักเบรกทีมชาติเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม เกมพบ เอฟเวอร์ตัน สุดสัปดาห์นี้ถือว่าเร็วเกินไปสำหรับการลงสนามของ วิสซา ทำให้เขาจะยังต้องลุ้นรอโอกาสเปิดตัวต่อหน้าแฟนบอล สาลิกาดง ในเกมถัด ๆ ไป ตามรายงานจากสื่ออังกฤษหลายสำนัก ชี้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ วิสซา อาจพร้อมกลับมาลงสนามได้ในช่วงกลางเดือนธันวาคม ซึ่งบังเอิญตรงกับโปรแกรมยอดฮิตของแฟนบอล — เกมดาร์บี้แมตช์แห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นัดที่ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด มีคิวบุกเยือน ซันเดอร์แลนด์ (Sunderland) ศัตรูคู่แค้นตลอดกาล เดือนธันวาคมเป็นช่วงเวลาที่ทีมในพรีเมียร์ลีกต้องลงเล่น 6–8 นัดในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทำให้การมีผู้เล่นบาดเจ็บหลายคนโดยเฉพาะแนวรับ ถือเป็นปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของทีม

การขาด คีแรน ทริปเปียร์ ไม่เพียงทำให้ทีมเสียผู้เล่นที่มีความสามารถในการเปิดบอลและเล่นลูกตั้งเตะ แต่ยังทำให้ทีมเสีย “ผู้นำในสนาม” ไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาใครทดแทนได้ง่าย ๆ ส่วนกรณีของ สเวน บ็อตมัน หากไม่พร้อมลงเล่นในหลายเกมต่อเนื่อง อาจทำให้สมดุลเกมรับของ นิวคาสเซิล สั่นคลอนมากยิ่งขึ้น เพราะเขาเป็นเซ็นเตอร์แบ็กที่อ่านเกมดีสุดในทีม และเป็นกำลังหลักของแผงหลังตลอดสองปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน การขาด เอมิล คราฟธ์ เพิ่มปัญหาอีกชั้น เพราะเขาคือผู้เล่นอเนกประสงค์ที่เติมเต็มตำแหน่งได้หลายพื้นที่ในแนวรับ การไม่มีเขาในม้านั่งสำรองทำให้ตัวเลือกในการแก้เกมลดลงอย่างเห็นได้ชัด การได้กองหน้าความเร็วสูงที่สามารถเล่นได้หลายตำแหน่งกลับมาช่วยทีมในเกมใหญ่เช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่แฟนบอลรอคอยอย่างมาก เพราะ วิสซา เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกคาดหวังว่าจะเข้ามายกระดับเกมรุกของทีมให้มีความหลากหลายและอันตรายกว่าเดิม

เหตุผลที่การได้  โยอาเน วิสซา กลับมาสำคัญมาก

การกลับมาของ โยอาเน วิสซา (Yoane Wissa) น่าจะเป็นปัจจัยเชิงบวกที่สำคัญที่สุดในช่วงนี้

  1.       เพิ่มสปีดเกมรุกให้ นิวคาสเซิล
    วิสซามีสไตล์การเล่นที่เน้นความเร็ว การทะลุช่อง และการยิงประตูแบบไม่ต้องจับหลายครั้ง ทำให้ทีมมีมิติใหม่ในการเข้าทำ
  2.       ลดภาระของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค (Alexander Isak) และ คัลลัม วิลสัน (Callum Wilson)
    ทั้งสองคนมีประวัติบาดเจ็บบ่อย การมี วิสซา เป็นตัวเลือกเพิ่มช่วยแบ่งเบาภาระได้มาก
  3.       เข้าระบบของ ฮาว ได้อย่างลงตัว
    วิสซา เป็นผู้เล่นที่สามารถเล่นตำแหน่งกองหน้าตัวริมเส้น กองหน้าตัวต่ำ หรือปีกโจมตีช่องว่าง ทำให้ ฮาว สามารถปรับแผนได้ยืดหยุ่น
  4.       พร้อมใช้งานทันเกมดาร์บี้แมตช์
    การกลับมาทันเกมพบ ซันเดอร์แลนด์ จะเพิ่มความดุดันในแนวรุก และสร้างความได้เปรียบในเกมที่ความกดดันสูงที่สุดเกมหนึ่งของฤดูกาล

แม้จะมีข่าวร้ายจากอาการบาดเจ็บ แต่ นิวคาสเซิล ยังมีโอกาสทำผลงานได้ดี หากสามารถบริหารจัดการขุมกำลังได้เหมาะสม โปรแกรมต่อไป ของ นิวคาสเซิ่ล  เยือน เอฟเวอร์ตัน (Everton) นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด กำลังเผชิญช่วงเวลายากลำบากที่สุดช่วงหนึ่งของฤดูกาล 2025/26 การบาดเจ็บของ คีแรน ทริปเปียร์ และความไม่ชัวร์ของ สเวน บ็อตมัน รวมถึงการขาด เอมิล คราฟธ์ ทำให้แนวรับของทีมบางเป็นพิเศษในเดือนที่โปรแกรมแน่นที่สุดของปี อย่างไรก็ตาม การได้เห็น โยอาเน วิสซา กลับมาซ้อมกับทีมถือเป็นข่าวดีที่ช่วยเติมพลังบวกให้กับแฟนบอล และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเกมใหญ่ช่วงกลางเดือนธันวาคม

ฮามันน์ ชี้ ลิเวอร์พูล อาจปล่อย ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ แบบยืมตัวช่วงเดือนมกราคม

สถานการณ์ภายในสโมสร ลิเวอร์พูล (Liverpool) กำลังถูกจับตามองอย่างหนัก เมื่อผลงานของทีมยักษ์ใหญ่แห่ง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ (Premier League) ในฤดูกาล 2025/26 ยังคงย่ำแย่ต่อเนื่อง และหนึ่งในประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงในวงการฟุตบอลคืออนาคตของ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ (Florian Wirtz) เพลย์เมกเกอร์ดาวรุ่งค่าตัวมหาศาลที่ย้ายจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น (Bayer Leverkusen) มาร่วมทีมเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมาด้วยค่าตัวเกือบสามหลักล้านปอนด์ แม้ เวียร์ตซ์ จะถูกคาดหวังให้เข้ามาเป็นตัวหลักคนใหม่ของทีม แต่ฟอร์มของเขากลับสวนทางกับราคาและความหวังอย่างสิ้นเชิง จนล่าสุดอดีตแข้งดังชาวเยอรมันอย่าง ดีทมาร์ ฮามันน์ (Dietmar Hamann) ออกมาเปิดเผยว่า เวียร์ตซ์ เหลือเวลาถึงแค่ “ช่วงคริสต์มาส” เพื่อพิสูจน์ว่าเหมาะสมกับการอยู่ในแผนการทำทีมของ อาร์เน่ สล็อต (Arne Slot) ไม่เช่นนั้นอาจถูกปล่อยยืมตัวในตลาดเดือนมกราคม

การย้ายมาเล่นให้ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ของ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ (Florian Wirtz) เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในดีลที่สร้างความตื่นตาตื่นใจมากที่สุดในยุโรป เพราะกองกลางทีมชาติ เยอรมนี (Germany) รายนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในทวีป ลิเวอร์พูล ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อดึงตัวเขามาร่วมทีม พร้อมกับผู้เล่นใหม่อีกหลายราย อาทิ อเล็กซานเดอร์ อิซัค (Alexander Isak), ฮูโก้ เอกิติเก้ (Hugo Ekitike), เยเรมี ฟริมปง (Jeremie Frimpong) และ มิลอช เคอร์เคซ (Milos Kerkez) เพื่อสร้างยุคใหม่ภายใต้การคุมทีมของ อาร์เน่ สล็อต แต่ 4 เดือนหลังเริ่มฤดูกาล ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เมื่อ ลิเวอร์พูล หล่นลงไปอยู่ครึ่งล่างของตาราง และแพ้ถึง 6 จาก 7 นัดหลังสุดใน พรีเมียร์ลีก ซึ่งถือเป็นผลงานที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี

ผลงาน เวียร์ตซ์ ต่ำกว่ามาตรฐาน – ถูกจับสลับตำแหน่งจนไม่เข้าระบบ

ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ลำบาก

หนึ่งในปัญหาที่ถูกพูดถึงอย่างหนักคือฟอร์มของ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ (Florian Wirtz) ซึ่งดูเหมือนว่าการย้ายมาเล่นในอังกฤษยังไม่ทำให้เขาปรับตัวได้ดีพอ อาร์เน่ สล็อต ลองจับ เวียร์ตซ์ เล่นหลายตำแหน่ง ทั้งกองกลางตัวรุก ปีกด้านใน หรือแม้แต่ตำแหน่งหมายเลข 8 แต่ผลงานของเขายังคงจืดชืด ขาดความอันตราย และไม่สามารถสร้างอิมแพกต์ในเกมได้อย่างที่ทีมหวัง หลายครั้ง เวียร์ตซ์ ถูกดรอปเป็นตัวสำรอง และภาพที่แฟนบอลเห็นบ่อยคือเขามีสีหน้าผิดหวังอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันทีมก็ไม่สามารถหาฟอร์มที่ดีที่สุดได้ในช่วงที่มีผู้เล่นใหม่หลายรายเข้ามาพร้อมกัน สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายเมื่อ ลิเวอร์พูล เพิ่งโดน พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน (PSV Eindhoven) บุกถล่ม 4-1 ในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (UEFA Champions League) ทำให้สื่ออังกฤษจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า เวียร์ตซ์ จะสามารถกลับมาเป็นตัวความหวังได้หรือไม่ เสียงวิจารณ์เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ และล่าสุด ดีทมาร์ ฮามันน์ (Dietmar Hamann) อดีตกองกลาง ลิเวอร์พูล และทีมชาติ เยอรมนี ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ฮามันน์ ให้สัมภาษณ์กับ Coin Poker ว่า เวียร์ตซ์ ได้รับโอกาสมากพอแล้ว แต่ยังแสดงศักยภาพไม่ถึงระดับที่ควรจะเป็น ฮามันน์ กล่าวว่า “ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ มีโอกาสมากพอที่จะพิสูจน์ตัวเอง เขาได้โอกาสตลอดช่วง 6-8 สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ทีมจะฟอร์มไม่ดี แต่เขาก็ยังไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้ ผมคิดว่าเขามีเวลาถึงแค่คริสต์มาสเพื่อพิสูจน์คุณค่าในทีม”

เขายังเสริมอีกว่า หากผลงานยังไม่ดีขึ้นในเดือนธันวาคม สโมสรอาจตัดสินใจคุยกับตัวนักเตะเกี่ยวกับทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งหนึ่งในทางเลือกคือการปล่อยยืมตัวในตลาดเดือนมกราคม ฮามันน์ ยังตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าฟอร์มของ เวียร์ตซ์ อาจมาจากการปรับตัวที่ล้มเหลวกับมาตรฐานของ พรีเมียร์ลีก ซึ่งขึ้นชื่อว่า “เร็วกว่าและหนักกว่า” ลีกอื่นอย่างชัดเจน

เขากล่าวว่า “บางครั้งการที่เขาสูญเสียบอลง่าย ๆ ผมรู้สึกว่าเขาอาจยังไม่เชื่อมั่นว่าตัวเองเล่นใน พรีเมียร์ลีก ได้ เพราะเกมมันเร็วและดุดันมากกว่า เขาอาจกำลังสงสัยว่าที่นี่เหมาะกับเขาจริงหรือไม่” คำพูดนี้สะท้อนความกดดันของผู้เล่นดาวรุ่งที่ย้ายมาด้วยค่าตัวสูง และถูกคาดหวังให้เป็นตัวหลักทันที

สื่ออังกฤษเผย ลิเวอร์พูล ไม่คิดปล่อย เวียร์ตซ์ – เว้นแต่จะเปลี่ยนผู้จัดการทีม

แม้เสียงวิจารณ์จะดังขึ้นเรื่อย ๆ แต่ตามรายงานของ FourFourTwo ระบุว่า ลิเวอร์พูล “ไม่มีแผน” ที่จะปล่อย เวียร์ตซ์ ออกจากทีมในเดือนมกราคม

เหตุผลคือ

  1.       สโมสรลงทุนกับเขาด้วยค่าตัวมหาศาล
  2.       เขายังอายุน้อยและมีศักยภาพสูง
  3.       สโมสรต้องการให้ผู้จัดการทีมคนใหม่ (ถ้าเปลี่ยนจริง) ประเมินเขาอีกครั้ง

เนื่องจากกระแสข่าวเรื่องเก้าอี้ของ อาร์เน่ สล็อต (Arne Slot) กำลังสั่นคลอนจากผลงานที่แย่ ทำให้สโมสรเชื่อว่า “โอกาสเริ่มต้นใหม่ภายใต้โค้ชคนใหม่” อาจช่วยทำให้ เวียร์ตซ์ กลับมาท็อปฟอร์มได้ แม้ฟอร์มจะน่าผิดหวัง แต่สโมสรยังมีเหตุผลหลายข้อที่ทำให้เชื่อว่า เวียร์ตซ์ ควรได้รับเวลาเพิ่ม

  1.       เขาเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ดีที่สุดของยุโรป หลายปีที่ผ่านมา เวียร์ตซ์ คือหัวใจของทีม เลเวอร์คูเซ่น และทำสถิติแอสซิสต์ระดับท็อปของ บุนเดสลีกา
  2.       ระบบของ สล็อต ยังไม่ลงตัว การซื้อนักเตะใหม่หลายตำแหน่งพร้อมกันทำให้ทีมยังหาจุดลงตัวไม่เจอ
  3.       ดาวรุ่งต้องใช้เวลา สภาพแวดล้อมของ พรีเมียร์ลีก มีความเร็ว แรง และกดดันมหาศาล
  4.       ค่าตัวระดับ “100 ล้านปอนด์” ทำให้สโมสรไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ การปล่อยยืมเร็วเกินไปเท่ากับยอมรับว่าโครงการสร้างทีมล้มเหลว ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่บอร์ดบริหารต้องการ

แม้เสียงวิจารณ์จะดังขึ้นเรื่อย ๆ และแม้อดีตนักเตะอย่าง ดีทมาร์ ฮามันน์ จะมองว่า เวียร์ตซ์ เหลือเวลาแค่ถึงคริสต์มาสเพื่อพิสูจน์ตัวเอง แต่สถานการณ์จริงคือ ลิเวอร์พูล ยังไม่มีแผนจะปล่อยเขายืมตัวในเดือนมกราคม ถ้า อาร์เน่ สล็อต (Arne Slot) ยังอยู่ เวียร์ตซ์ อาจยังต้องลุ้นตำแหน่งตัวจริง ถ้ามีการเปลี่ยนผู้จัดการทีม นักเตะอาจได้ “โอกาสเริ่มใหม่ทั้งหมด” ไม่ว่าอย่างไร เดือนธันวาคมนี้คือช่วงเวลาสำคัญที่สุดในเส้นทางค้าแข้งของ เวียร์ตซ์ ในสโมสร ลิเวอร์พูล และแฟนบอลทั่วโลกต่างจับตาดูว่าเขาจะพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญได้หรือไม่

เบน ไวท์ กับอนาคตที่ อาร์เซน่อล ที่จะได้ไปต่อหรือย้ายซบ เชลซี

ข่าวลือการย้ายทีมของ เบน ไวท์ (Ben White) กลายเป็นประเด็นร้อนในกรุงลอนดอนอีกครั้ง หลังจากมีนักวิเคราะห์และอดีตนักเตะชื่อดังอย่าง ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ (Shaun Wright-Phillips) ออกมาแสดงความเห็นว่า การที่กองหลังของ อาร์เซน่อล (Arsenal) อาจย้ายไปอยู่กับ เชลซี (Chelsea) ในช่วงซัมเมอร์หน้า เป็นดีลที่ “ฟังดูสมเหตุสมผล” หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันของนักเตะรายนี้  ในช่วงต้นฤดูกาล 2024/25 เบน ไวท์ (Ben White) ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงให้กับทีม อาร์เซน่อล (Arsenal) ในเกมนัดเปิดสนามของ พรีเมียร์ลีก (Premier League) แต่หลังจากนั้น เขากลับไม่ได้ลงเป็นตัวจริงในลีกอีกเลย เนื่องจากการมาของ ยูเรียน ทิมเบอร์ (Jurrien Timber) แบ็กขวาตัวใหม่ที่ยึดตำแหน่งตัวหลักไปอย่างเต็มตัว และกำลังถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแบ็กขวาที่ดีที่สุดในลีกเวลานี้ สถานการณ์ของ เบน ไวท์ (Ben White) ถือว่าน่าสนใจ เพราะแม้เขาจะเคยเป็นกำลังสำคัญทั้งในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กและแบ็กขวา แต่ในช่วงสองฤดูกาลหลัง เขามีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บต่อเนื่อง นับตั้งแต่ที่เขาฝืนเล่นทั้งที่ยังไม่สมบูรณ์ในฤดูกาล 2023/24 ทำให้สถิติการลงสนามของเขาน้อยลงกว่าที่เคย ตลอดช่วงตั้งแต่ต้นฤดูกาลที่แล้วถึงปัจจุบัน เขาลงเล่นในเกมลีกไปเพียง 18 นัดเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับสถานะของเขาในอดีต

มุมมองจากอดีตนักเตะ เชลซี อย่าง อย่าง ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์

เบน ไวท์ ไปสิงห์บลู

อดีตปีกรวดเร็วของ เชลซี (Chelsea) อย่าง ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ (Shaun Wright-Phillips) ได้ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ BestBettingSites ว่า “ผมคิดว่าผมสามารถเห็น เบน ไวท์ (Ben White) ย้ายมาอยู่กับ เชลซี (Chelsea) ในช่วงซัมเมอร์ได้เลยนะ มันดูสมเหตุสมผลและมีโอกาสเกิดขึ้นจริง”

“ผมรู้สึกสงสารเขานิดหน่อย เพราะเขามีอาการบาดเจ็บ ทั้งที่ตอนก่อนเจ็บเขาเล่นให้ อาร์เซน่อล (Arsenal) ได้สุดยอดมาก เขาอยู่ในฟอร์มที่น่าทึ่งจริง ๆ” แต่ในขณะเดียวกัน ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ (Shaun Wright-Phillips) ก็แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า อาร์เซน่อล (Arsenal) คงไม่ยอมปล่อยตัวนักเตะรายนี้ในช่วงตลาดหน้าหนาวแน่นอน เพราะทีมยังต้องลุ้นแชมป์ในหลายรายการ และการมีตัวสำรองคุณภาพอย่าง เบน ไวท์ (Ben White) ถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ  “ถ้า ยูเรียน ทิมเบอร์ (Jurrien Timber) บาดเจ็บขึ้นมาเมื่อไหร่ คนที่เข้ามาแทนได้ทันทีคือ เบน ไวท์ (Ben White) ดังนั้นผมไม่คิดว่า อาร์เซน่อล (Arsenal) จะอยากขายเขาในช่วงเวลาที่ทีมกำลังไล่ล่าผลงานใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (UEFA Champions League)” แม้จะมีข่าวโยงชื่อของ เบน ไวท์ (Ben White) กับ เชลซี (Chelsea) ออกมา แต่แหล่งข่าวใกล้ชิดจากนิตยสาร FourFourTwo ระบุว่า ขณะนี้ เชลซี (Chelsea) ยังไม่ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจัง เพราะสโมสรมีนโยบายเน้นเซ็นสัญญานักเตะอายุน้อย เพื่อสร้างทีมระยะยาว ปัจจุบัน เบน ไวท์ (Ben White) มีอายุ 28 ปี ซึ่งอาจไม่เข้ากับแนวทางของเฮดโค้ชอย่าง เอ็นโซ มาเรสก้า (Enzo Maresca) ที่ต้องการสร้างทีมระยะยาวด้วยนักเตะอายุน้อย แต่จากคุณสมบัติของเขาที่เล่นได้หลายตำแหน่ง ทั้งแบ็กขวา และ เซ็นเตอร์แบ็ก รวมถึงสามารถเล่นเกมบุกแบบอินเวิร์ตแบ็กได้ ทำให้เขาน่าสนใจสำหรับหลายทีมในลีก

บทบาทใน อาร์เซน่อล และอนาคตที่ไม่แน่นอน

ย้อนกลับไปในอดีต เบน ไวท์ (Ben White) ถูกซื้อมาจาก ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน (Brighton & Hove Albion) เพื่อเสริมแนวรับให้กับ อาร์เซน่อล (Arsenal) ช่วงแรกเขาจับคู่ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กกับ กาเบรียล มากัลเญส (Gabriel Magalhães) ก่อนที่ วิลเลียม ซาลิบา (William Saliba) จะก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลัก ทำให้เขาถูกขยับไปเล่นแบ็กขวา ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจนกลายเป็นกำลังสำคัญในช่วงที่ทีมลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) อย่างไรก็ตาม การมาของ ยูเรียน ทิมเบอร์ (Jurrien Timber) ทำให้บทบาทของเขาลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับปัญหาอาการบาดเจ็บ ทำให้อนาคตของเขาเริ่มไม่แน่นอน  ตลอดช่วง 2-3 ปีหลัง อาร์เซน่อล (Arsenal) มีข่าวเชื่อมโยงกับแบ็กขวาหลายคน เช่น อาร์เนา มาร์ติเนซ (Arnau Martinez) หรือ ซาชา โบอี้ (Sacha Boey) ทั้งสองคนต่างมีสไตล์ที่เข้ากับแนวทางของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ซึ่งต้องการฟูลแบ็กที่มีความครบเครื่อง เล่นได้ทั้งรับ ทั้งรุก และสามารถเชื่อมเกมตรงกลางสนามได้

ถ้า อาร์เซน่อล (Arsenal) ตัดสินใจดึงแบ็กขวาคนใหม่เข้ามาจริง อนาคตของ เบน ไวท์ (Ben White) ก็อาจยิ่งคลุมเครือมากขึ้น และนี่อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาต้องพิจารณาการย้ายทีมในอนาคต โดยภาพรวมแล้ว ข่าวลือเรื่องการย้ายทีมของ เบน ไวท์ (Ben White) ไปยัง เชลซี (Chelsea) ยังอยู่ในช่วง “ความเป็นไปได้” มากกว่า “ความชัดเจน” อาร์เซน่อล (Arsenal) ยังต้องการเก็บเขาไว้เป็นอะไหล่ชั้นยอด ส่วน เชลซี (Chelsea) ยังไม่ได้ยื่นความสนใจจริงจัง อายุของเขาอาจไม่ตรงนโยบายสโมสรใหม่ ๆ แต่ด้วยประสบการณ์ใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) และการติดทีมชาติ อังกฤษ (England) ก็ทำให้เขายังเป็นนักเตะที่หลายทีมให้ความสนใจ หากเขาตัดสินใจย้ายออกจากถิ่น ลอนดอน โคลนีย์ (London Colney) เชื่อว่าจะมีหลายสโมสรระดับท็อปต่อคิวเข้าทาบทามแน่นอน

ใครคือผู้สืบทอดหงส์แดงต่อจาก สล็อต เจอร์ราด มีชื่อร่วมวงด้วย

หลังจาก ลิเวอร์พูล (Liverpool) พ่ายแพ้ถึง 9 จาก 12 นัดหลังสุดในทุกรายการ สถานการณ์ของเฮดโค้ชชาวดัตช์อย่าง อาร์เน่ สล็อต (Arne Slot) เริ่มสั่นคลอนอย่างหนัก แรงกดดันจากแฟนบอลและสื่อเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ จนหลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า นี่อาจเป็นจุดสิ้นสุดของเขาบนม้านั่งสำรองในถิ่น แอนฟิลด์ แล้วหรือไม่ ความพ่ายแพ้ล่าสุดที่แพ้คาบ้าน 1-4 ต่อ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น (PSV Eindhoven) เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ยิ่งทำให้กระแสเรียกร้องให้เปลี่ยนผู้จัดการทีมรุนแรงขึ้นมากกว่าเดิม แม้ว่า อาร์เน่ สล็อต (Arne Slot) จะเคยพาทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) มาแล้วก็ตาม ในสถานการณ์แบบนี้ คำถามใหญ่ที่สุดคือ หาก ลิเวอร์พูล (Liverpool) ตัดสินใจปลดเขาออกจากตำแหน่ง ใครจะเป็นคนเข้ามากู้ซากเรือแดงที่กำลังโคลงเคลงนี้? ลิเวอร์พูล (Liverpool) กำลังอยู่ในวิกฤตผลงานหนักสุดในรอบ 10 ปี และมีความเป็นไปได้ว่า อาร์เน่ สล็อต (Arne Slot) อาจต้องอำลาตำแหน่ง ผู้เขียนต้นฉบับจึงเสนอชื่อผู้จัดการทีมระดับ “บิ๊กเนม” จำนวน 5 คน ที่อาจถูกพิจารณาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อ โดยหนึ่งในแคนดิเดตที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือ ตำนานของสโมสรอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard)

สตีเว่น เจอร์ราร์ด กับการกลับบ้านอีกครั้ง ?

สตีเว่น เจอร์ราด กลับหงส์

ในบรรดาตัวเลือกทั้งหมด ไม่มีชื่อไหนสร้างแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ได้เท่ากับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard) ตำนานกัปตันทีมของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร แม้ในมุมผลงานคุมทีม เขาจะยังไม่มีเกียรติประวัติเด่นชัดในระดับสูง หลังจากผ่านงานกับ เรนเจอร์ส (Rangers) , แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) และล่าสุดกับ อัล เอตติฟาค (Al Ettifaq) ใน ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) แต่สิ่งที่เขามีเหนือกว่าใคร คือ ความเข้าใจใน “จิตวิญญาณ” ของ ลิเวอร์พูล  หลายคนมองว่า ในสถานการณ์แบบนี้ หาก เยอร์เก้น คล็อปป์ (Jurgen Klopp) ยังอยู่ เขาคงสามารถพยุงทีมผ่านความยากลำบากนี้ไปได้ เพราะเขามีบุคลิกแบบผู้นำที่อบอุ่น ใกล้ชิดนักเตะ และให้กำลังใจเหมือนพ่อคนหนึ่ง และนั่นคือเหตุผลที่ชื่อของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard) ถูกหยิบยกขึ้นมา ด้วยสายเลือด “สเกาเซอร์” และความผูกพันกับสโมสร เขาเข้าใจดีว่าการเล่นให้ ลิเวอร์พูล ไม่ใช่แค่การลงสนาม แต่อยู่ในฐานะ “ครอบครัว” ที่ร้องเพลง You’ll Never Walk Alone ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้สูงว่า หากเขากลับมา เขาอาจถูกแต่งตั้งเพียงเป็นผู้จัดการทีม ชั่วคราว (Interim Manager) เท่านั้น เพื่อประคองทีมในช่วงเวลาวิกฤต จนกว่าสโมสรจะหาตัวแทนระยะยาวที่เหมาะสม บทบาทนี้ เขาสามารถใช้ประสบการณ์ในสนาม สร้างพลังใจในห้องแต่งตัว และรวบรวมความเป็นหนึ่งเดียวให้กับนักเตะที่กำลังสูญเสียทิศทาง ถึงแม้เรื่องราวการกลับบ้านของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard) จะฟังดูโรแมนติก แต่มันก็มีอุปสรรคสำคัญอยู่ ในช่วงที่เขาคุมทีม อัล เอตติฟาค (Al Ettifaq) ในประเทศ ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) เขาได้รับรายได้จำนวนมหาศาลในรูปแบบปลอดภาษี หากเขากลับมารับงานที่ สหราชอาณาจักร (United Kingdom) ก่อนปีงบประมาณใหม่ในเดือน เมษายน 2026 รายได้บางส่วนจะต้องถูกหักภาษีตามกฎหมายท้องถิ่น เนื่องจากสถานะผู้พำนักทางภาษี สิ่งนี้อาจทำให้เขาต้องเสียรายได้ไปหลายล้านปอนด์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับอดีตนักเตะระดับโลกแบบเขา

เหตุผลที่ ลิเวอร์พูล อาจมองหาทางเลือกอื่น นอกจาก สตีเว่น เจอร์ราด

แม้ชื่อของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard) จะสร้างแรงกระเพื่อมมากที่สุด แต่ความจริงคือ บอร์ดของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ต้องพิจารณาปัจจัยระยะยาว เพราะการคุมทีมในยุค พรีเมียร์ลีก (Premier League) ปัจจุบัน ต้องเจอกับการแข่งขันสูงสุดในโลก ทั้งจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City),อาร์เซน่อล (Arsenal) , เชลซี (Chelsea) หรือแม้กระทั่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) สโมสรอาจต้องการโค้ชที่มีประสบการณ์ในการสร้างทีมระยะยาว มากกว่าอาศัยแค่สายสัมพันธ์ทางอารมณ์ สถานการณ์ของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ในตอนนี้ จึงอยู่บนเส้นแบ่งระหว่าง ความรู้สึก กับ กลยุทธ์ระยะยาว การเลือกผู้จัดการทีมคนต่อไป จะส่งผลต่ออนาคตของสโมสรในอีก 5–10 ปีข้างหน้า หากเลือกผิด อาจหมายถึงการถอยหลังหลายก้าว แต่หากเลือกถูก มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในถิ่น แอนฟิลด์ การเปลี่ยนตัวจาก อาร์เน่ สล็อต (Arne Slot) ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผู้จัดการทีม แต่คือการเปลี่ยนเส้นทางอนาคตของสโมสร สตีเว่น เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard) อาจเป็นคำตอบในเชิงจิตวิญญาณ แต่ในเชิงแท็คติก สโมสรยังต้องคิดให้รอบคอบ ไม่ว่าใครจะเข้ามา สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ต้องการผู้นำคนใหม่ ที่ไม่เพียงเก่งเรื่องฟุตบอล แต่เข้าใจหัวใจของสโมสร และเมือง ลิเวอร์พูล อย่างแท้จริง บุคคลที่พร้อมจะเป็นที่รักยิ่งไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรก็ตาม อย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ คำถามคือ มันจะยังมีอยู่อีกหรือไม่นั่นเอง

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
callcenter sbobet