ฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือ ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการลูกหนังโลก เพราะนี่จะเป็นครั้งแรกที่ทัวร์นาเมนต์ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกถูกขยายเป็น 48 ทีม และแข่งขันทั้งหมด 104 นัด โดยมี สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพหลัก พร้อมแคนาดาและเม็กซิโกร่วมจัดงาน
แต่สิ่งที่เป็นประเด็นร้อนในสหรัฐฯ ตอนนี้คือ คำพูดล่าสุดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ออกมาแสดงท่าทีว่า “หากเมืองใดไม่ปลอดภัยเพียงพอ เขาพร้อมจะย้ายการแข่งขันฟุตบอลโลกออกจากเมืองนั้นไปยังเมืองอื่น”
ประเด็นนี้สร้างทั้งความสงสัย ความกังวล และคำถามมากมายว่า ทรัมป์มีอำนาจจริงหรือไม่ และผลกระทบต่อฟุตบอลโลกจะเป็นอย่างไร
11 เมืองเจ้าภาพในสหรัฐฯ
ตามแผนที่ฟีฟ่ากำหนดไว้ แต่ละเมืองในสหรัฐฯ จะได้รับหน้าที่จัดการแข่งขันหลายเกม รวมถึงเกมสำคัญ เช่น รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งจะจัดในสหรัฐฯ
เมืองเจ้าภาพทั้ง 11 เมือง ได้แก่
-
Atlanta
-
Boston
-
Dallas
-
Houston
-
Kansas City
-
Los Angeles
-
Miami
-
New York/New Jersey
-
Philadelphia
-
San Francisco
-
Seattle
จากนี้ไป เมืองเหล่านี้คือจุดหมายของแฟนบอลหลายล้านคนทั่วโลก และยังเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงศักยภาพประเทศในเวทีนานาชาติ
คำพูดของทรัมป์: ความจริงหรือการเมือง?

ทรัมป์กล่าวชัดเจนว่า:
“ถ้าเมืองใดมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เราจะไม่อนุญาตให้การแข่งขันจัดขึ้นที่นั่น เราจะย้ายไปจัดที่เมืองอื่น”
เขายังพูดถึงเมืองที่บริหารโดยพรรคเดโมแครต เช่น ซีแอตเทิล, ซานฟรานซิสโก และลอสแอนเจลิส ซึ่งกำลังจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันรวมกันถึง 20 นัด พร้อมทั้งโยงเข้ากับนโยบาย “การปราบอาชญากรรม” ที่เขาผลักดันอย่างจริงจัง
คำถามสำคัญคือ ทรัมป์มีอำนาจเหนือฟีฟ่าหรือไม่?
ตามกฎปกติแล้ว ฟีฟ่าเป็นผู้กำหนดสนามแข่งขัน และมีสิทธิ์ตัดสินใจสูงสุด การเปลี่ยนแปลงใด ๆ หลังจากประกาศแล้วต้องผ่านการอนุมัติของฟีฟ่า ซึ่งมักมีผลกระทบทางโลจิสติกส์มหาศาล เช่น ระบบการเดินทาง โรงแรม ความพร้อมของสเตเดียม และตั๋วที่ขายไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า และดำรงตำแหน่งประธานคณะทำงานฟุตบอลโลก (World Cup taskforce) ทำให้เขาอาจมี “อิทธิพลทางการเมือง” แม้จะไม่ใช่อำนาจทางกฎหมายโดยตรง
การเมืองสหรัฐฯ กับฟุตบอลโลก
การเมืองของสหรัฐฯ มีความเชื่อมโยงกับคำพูดของทรัมป์อย่างชัดเจน เพราะเมืองที่เขาระบุว่ามีปัญหาส่วนใหญ่เป็น “ฐานเสียงของพรรคเดโมแครต” ขณะที่การเน้นประเด็นอาชญากรรมและความปลอดภัย เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของเขาในการสร้างภาพลักษณ์ผู้นำที่เข้มแข็ง
ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้สั่ง นำกองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) เข้าไปในหลายเมือง เช่น วอชิงตัน ดีซี, ลอสแอนเจลิส และยังมีแผนส่งกำลังเข้าสู่เมมฟิสและชิคาโก เพื่อรับมือกับเหตุอาชญากรรมและความไม่สงบ
นี่จึงทำให้หลายฝ่ายมองว่า การพูดถึง “การย้ายสนามฟุตบอลโลก” อาจไม่ใช่เพียงเรื่องกีฬา แต่เป็น เครื่องมือทางการเมือง ที่เชื่อมโยงกับวาทกรรม “กฎหมายและความสงบเรียบร้อย” ของเขา
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
-
ความไม่แน่นอนในการจัดการแข่งขัน
-
การที่ประธานาธิบดีออกมาพูดเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามว่าฟุตบอลโลกจะดำเนินไปตามแผนเดิมหรือไม่
-
เมืองเจ้าภาพอาจต้องเผชิญแรงกดดันและความกังวลจากนักลงทุนและแฟนบอล
-
-
ความสัมพันธ์ระหว่างฟีฟ่าและรัฐบาลสหรัฐฯ
-
ฟีฟ่าอาจต้องหาทางประนีประนอม เพราะไม่อยากให้เกิดความตึงเครียดกับรัฐบาลของประเทศเจ้าภาพหลัก
-
-
ผลทางการเมืองภายในประเทศ
-
ทรัมป์สามารถใช้ประเด็นนี้สร้างภาพลักษณ์ว่าเขา “ปกป้องประชาชนและแฟนบอลจากความไม่ปลอดภัย”
-
ขณะเดียวกัน ฝ่ายตรงข้ามอาจโจมตีว่าเขากำลัง “แทรกแซงกีฬาเพื่อหวังผลทางการเมือง”
-
-
ผลกระทบต่อแฟนบอลและการท่องเที่ยว
-
แฟนบอลที่วางแผนเดินทางไปยังเมืองเจ้าภาพที่ถูกวิจารณ์ เช่น ซีแอตเทิล หรือซานฟรานซิสโก อาจเกิดความลังเล
-
เมืองเหล่านี้อาจสูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจมหาศาลหากมีการเปลี่ยนแปลงจริง
-
เสียงจากแฟนบอลและนักวิจารณ์
ในโซเชียลมีการถกเถียงอย่างหนัก หลายคนมองว่าคำพูดของทรัมป์เป็นเพียง “การขู่เชิงการเมือง” ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในเชิงปฏิบัติ เพราะตั๋วหลายหมื่นใบถูกขายออกไปแล้ว ระบบความปลอดภัยในแต่ละเมืองก็ได้รับการวางแผนมาอย่างเข้มงวด
นักวิจารณ์กีฬาหลายคนเชื่อว่า สิ่งที่ทรัมป์พูดอาจสร้างแรงกดดันให้เจ้าภาพในแต่ละเมืองต้อง ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นเป้าโจมตีทางการเมือง






