เอเบเรชี่ เอเซ่วันที่เขากลายเป็นซูเปอร์สตาร์อาร์เซนอล

มีหลายวิธีที่นักเตะใหม่จะประกาศตัวในฐานะผู้เล่นอาร์เซนอล แต่มีไม่กี่คนที่ทำได้อย่างทรงพลังเท่ากับ เอเบเรชี่ เอเซ่ ในศึกที่มีเดิมพันสูงที่สุดนัดหนึ่งของฤดูกาล—นอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี้

การยิงแฮตทริกใส่ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ในเกมถล่มคู่ปรับ 4–1 ไม่เพียงเป็นผลงานระดับ “ยอดเยี่ยมที่สุดนับตั้งแต่สวมเสื้อปืนใหญ่” แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่า เอเซ่ เดินทางมาถึงเวทีใหญ่อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ชื่อของเขาไม่มีทางเหมือนเดิมอีกต่อไป และความคาดหวังจะสูงขึ้นกว่าที่เคย

แฮตทริกที่เปลี่ยนสถานะนักเตะ–สู่ตัวหลักของทีมใหญ่

ก่อนหน้านี้ ทุกคนรู้ดีว่าเอเซ่เป็นคนมีของตั้งแต่สมัยอยู่คริสตัล พาเลซ—ฝีเท้า นุ่มเนียน สายเดี่ยวหลบสองจ่ายสามแบบสบาย ๆ เขาแสดงแววยอดเยี่ยมกับอาร์เซนอลตั้งแต่ช่วงเปิดฤดูกาล แต่คำถามสำคัญคือ…
เขาจะทำอะไรได้บ้างในเกมใหญ่?

คำตอบมาหนักแน่นในการดวลกับสเปอร์ส—เกมที่แฟนบอลทั้งสองฝั่งใส่อารมณ์แทบล้นสนาม

เอเซ่ไม่เพียงเล่นดี แต่เก่งแบบ “เหนือระดับ” ทั้งเทคนิค การเคลื่อนที่ การหาพื้นที่ และความนิ่งในการจบสกอร์ โดยเฉพาะความเป็นสองเท้าที่ทำให้เขาเปลี่ยนจังหวะ พาบอล และยิงได้ทั้งสองมุมอย่างอิสระ

เขากลายเป็นผู้เล่นคนแรกที่ยิงแฮตทริกในนอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี้ นับตั้งแต่ปี 1978—ตัวเลขที่บอกถึงความพิเศษและหายากแบบสุด ๆ

ความสุขของเด็กปืนใหญ่ในเสื้อปืนใหญ่

things will never be same again

เพื่อให้ภาพครบ—เอเซ่เป็น “แฟนอาร์เซนอล” มาตั้งแต่เด็ก
ดังนั้น การทำแฮตทริกใส่สเปอร์ส ไม่ใช่แค่ความสำเร็จในสนาม แต่มันคือความฝันที่กลายเป็นจริง

นี่ไม่ใช่แค่เกมหนึ่งของฤดูกาล แต่เป็นเกมที่สร้าง “รอยจารึก” ให้เขากับสโมสร และกับแฟนบอลที่รักเขามากขึ้นกว่าเดิมแบบก้าวกระโดด

“เอเซ่จะรู้สึกว่าทำอะไรก็ได้”—ความมั่นใจของนักเตะหลังเกมประวัติศาสตร์

ในคอลัมน์ฟุตบอลระดับตำนาน มีคำอธิบายประสบการณ์สำคัญมากคำหนึ่ง:

“มีเกมบางเกม ที่ถ้าคุณเป็นคนทำให้ทีมชนะ แฟนบอลจะไม่มีวันลืมคุณ”

และสำหรับเอเซ่—นี่คือหนึ่งในเกมแบบนั้น
ไม่ว่าต่อจากนี้เขาจะลงสนามพบใคร แฟนบอลจะให้การสนับสนุนแบบเต็มหัวใจ ทุกครั้งที่เขาได้บอล พลังใจจากสแตนด์จะผลักให้เขารู้สึกว่า “ส่งมาที่ฉัน—ฉันกำลังสร้างสิ่งพิเศษได้อีกครั้ง”

ความมั่นใจนี้สำคัญอย่างมหาศาลสำหรับผู้เล่นแนวรุก
มันทำให้เขากล้าเลี้ยง กล้าลุย กล้ายิง
และรู้ว่าแฟนทุกคนยืนข้างเขาอย่างสมบูรณ์

ไม่ว่าจะเป็นบาเยิร์น มิวนิกในแชมเปียนส์ลีกกลางสัปดาห์ หรือเชลซีในพรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์หน้า—เอเซ่จะลงเล่นในฐานะ “ตัวความหวัง” ของทีม พร้อมพลังความเชื่อมั่นที่ไม่มีอะไรหยุดได้

จุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในสีเสื้ออาร์เซนอล?

เอเซ่ถูกซื้อมาเพราะความสามารถเฉพาะตัวในการเจาะเกมรับลึก ๆ ซึ่งอาร์เซนอลเจอเป็นประจำ
และในเกมกับสเปอร์ส เขาโชว์ทุกคุณสมบัติที่สโมสรหวังไว้:

  • ความสร้างสรรค์

  • ความลื่นไหลในการเลี้ยง

  • จังหวะจบสกอร์เฉียบคม

  • การหาพื้นที่ที่คู่แข่งตามไม่ทัน

  • และความเป็นเพลเมกเกอร์ที่เปลี่ยนเกมจากแดนกลาง

เกมนี้อาจเป็นเพียงหนึ่งนัด แต่เป็นนัดที่นักเตะคนหนึ่ง “เปลี่ยนระดับสถานะ” ในชั่วข้ามคืน

อิสไมลา ซาร์ กับบทพิสูจน์ครั้งใหม่ในสีเสื้อพาเลซ

การสูญเสียผู้เล่นระดับคีย์แมนอย่าง เอเบเรชี เอเซ่ คือความท้าทายใหญ่หลวงของคริสตัล พาเลซในฤดูกาลนี้

เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติอังกฤษรายนี้ย้ายไปอาร์เซนอลในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา หลังฝากผลงานสุดยอดไว้กับ “ดิ อีเกิลส์” ตลอด 4 ฤดูกาล — ยิง 40 ประตู และทำ 28 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 169 นัด รวมทุกรายการ

นอกจากนั้น เขายังเป็น “ฮีโร่” ผู้ยิงประตูชัยที่สนามเวมบลีย์ พาทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ซึ่งทำให้ชื่อของเขาถูกจารึกในใจแฟนบอลพาเลซอย่างไม่มีวันลืม

แต่ในทุกการจากลา ย่อมมีโอกาสสำหรับใครบางคน — และชายคนนั้นก็คือ อิสไมลา ซาร์ (Ismaila Sarr)

 การมาของ “ซาร์” กับภารกิจแทนที่เอเซ่

เมื่อเอเซ่ย้ายออก สโมสรต้องหาผู้เล่นที่สามารถสร้างอิมแพกต์ได้ทันที และชื่อของซาร์ก็คือคำตอบนั้น

ดาวเตะทีมชาติเซเนกัลวัย 27 ปี ย้ายจากวัตฟอร์ดมาด้วยค่าตัวประมาณ 25 ล้านปอนด์ พร้อมความคาดหวังว่าจะเติมเต็มช่องว่างในแนวรุกทั้งด้านความเร็ว ความเฉียบคม และพลังการทะลวงแนวรับ

แม้จะเป็นภาระอันหนักหน่วง — แต่ซาร์กลับไม่หวั่น เขาเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างร้อนแรง ยิงไปแล้ว 8 ประตูจาก 15 นัด รวมทุกรายการ พร้อมกลายเป็นจุดศูนย์กลางเกมรุกของทีมภายใต้การคุมของผู้จัดการทีม โอลิเวอร์ กลาสเนอร์

เกมแห่งการประกาศตัว — “ค่ำคืนยุโรปของซาร์”

Ismaila Sarr has scored three Premier

คืนวันพฤหัสบดีที่สนามเซลเฮิร์สต์ พาร์ก ในศึก ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก คือค่ำคืนที่ชื่อของซาร์ถูกจารึกอีกครั้ง

คริสตัล พาเลซเปิดบ้านเอาชนะ อาแซด อัลค์มาร์ จากเนเธอร์แลนด์ไป 3-1 ซึ่งถือเป็นชัยชนะนัดแรกในบ้านของพวกเขาในรายการยุโรปฤดูกาลนี้

และชายผู้เป็นหัวใจของเกมนี้ — ไม่มีใครอื่นนอกจาก อิสไมลา ซาร์

 สองประตูแห่งความมั่นใจ

ในช่วงต้นเกม ซาร์แสดงให้เห็นถึงความอันตรายตั้งแต่ต้น เขาใช้สปีดทะลวงแนวรับคู่แข่งหลายครั้ง และเกือบพังประตูตั้งแต่ช่วง 10 นาทีแรกเมื่อยิงชนเสาอย่างน่าเสียดาย

ไม่กี่อึดใจต่อมา เขากลายเป็นจุดเปลี่ยนของเกมอีกครั้ง เมื่อสปีดทะลุเข้าเขตโทษจนผู้รักษาประตู โรม-เจย์เดน โอวูซู-โอดูโร ต้องออกมาตัดเกมพลาด ทำให้ทีมได้จุดโทษ — แม้ว่า ฌ็อง-ฟิลิปป์ มาต้า (Jean-Philippe Mateta) จะยิงพลาดก็ตาม

แต่ซาร์ไม่ย่อท้อ เขาโหม่งบอลติดเซฟในนาทีที่ 43 ก่อนจะซ้ำจังหวะต่อเนื่องส่งบอลเข้าประตูไปอย่างเฉียบคม พาเลซขึ้นนำก่อนหมดครึ่งแรก

ครึ่งหลัง เขาแสดงให้เห็นถึงสัญชาตญาณเพชฌฆาตอีกครั้ง เมื่อมาต้าปล่อยบอลทะลุให้ซาร์สปีดแซงกองหลังไปหลุดเดี่ยว ก่อนยิงผ่านนายทวารเข้าไปอย่างนิ่งสงบ เป็นประตูที่สองของเขาในเกมนี้ และประตูที่สามของทีม

บทวิเคราะห์ – “ซาร์” เติมเต็มพาเลซอย่างไร

การมาของซาร์ไม่ได้เปลี่ยนแค่จำนวนประตู แต่เปลี่ยน “ไดนามิก” ของทีมไปทั้งหมด

1. ความเร็วและแรงทะลุทะลวง

ซาร์มีสปีดต้นที่จัดจ้านและการเคลื่อนไหวที่ยากจะคาดเดา เขาใช้ความเร็วฉีกแนวรับออกจากตำแหน่ง เปิดพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีมอย่างมาต้า หรือ “หมายเลข 10” อย่าง โอ๊บบี้ เอโดอาร์ด เข้ามาเติม

ในเกมกับอัลค์มาร์ เขาวิ่งทำทางเฉลี่ย มากกว่า 9.1 กิโลเมตร และมีสปรินต์มากถึง 28 ครั้งตลอดเกม — มากที่สุดในทีม

 2. การประสานงานกับมาต้า

จุดเด่นของซาร์ไม่ใช่แค่ความเร็ว แต่คือ “การเล่นเป็นทีม” เขาเชื่อมจังหวะกับมาต้าได้อย่างลงตัว โดยซาร์มักวิ่งเข้าในขณะที่มาต้าถอยลงต่ำ เพื่อดึงตัวประกบออกจากพื้นที่ป้องกัน

ผลคือแนวรับคู่แข่งมักเกิดความสับสนว่าจะตามใคร และเปิดพื้นที่ให้พาเลซจู่โจมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โจเอล วอร์ด (Joel Ward) อดีตกัปตันทีมพาเลซ วิเคราะห์ผ่าน TNT Sports ว่า

“ซาร์กำลังอยู่ในฟอร์มที่ร้อนแรง เขาเพิ่มมิติใหม่ให้ทีมอย่างชัดเจน”
“เมื่อมีพื้นที่ให้เขาเล่น เขาคือคนที่แทบไม่มีใครหยุดได้ เขามีทั้งความเร็ว ความนิ่ง และจังหวะการเคลื่อนไหวที่ฉลาดมาก”

 3. ความมั่นใจและจิตวิทยาแห่งผู้นำ

ซาร์ไม่ใช่ผู้เล่นที่พูดเยอะ แต่เขาแสดงภาวะผู้นำผ่านการกระทำ — การไล่บอล, การกระตุ้นเพื่อนร่วมทีม และการรับผิดชอบจังหวะสำคัญในเกม

การมีบุคลิกแบบนี้ทำให้เขากลายเป็น “จุดรวมใจ” ของแนวรุกชุดใหม่ของพาเลซอย่างรวดเร็ว

โธมัส แฟร้งค์ อาจเป็นการดึงตัวที่ดีที่สุดของ สเปอร์ส ในช่วงซัมเมอร์นี้

โธมัส แฟร้งค์ (Thomas Frank) กล่าวว่าเขากำลัง "ตกหลุมรักกับ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์" หลังจากที่ทีมเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไป 2-0 และแฟนบอลก็รู้สึกเช่นเดียวกัน นักเทคนิคชาวเดนมาร์กคนนี้ไม่สามารถเริ่มต้นชีวิตในพรีเมียร์ลีกกับทีมใหม่ได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว ผลการแข่งขันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาหมายความว่าเป็นการชนะติดต่อกันและคลีนชีตติดต่อกัน พร้อมกับฟุตบอลการโจมตีที่น่าตื่นตาตื่นใจตลอดทาง แฟร้งค์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของ อันเก้ ปอสเตโคกลู  (Ange Postecoglou) หลังจากที่โค้ชชาวออสเตรเลียนำ สเปอร์ส คว้าแชมป์ยูโรปาลีกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เริ่มคว้าใจแฟนบอลทางเหนือ ลอนดอน แล้ว การเริ่มต้นที่น่าประทับใจของเขาเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่พอใจของแฟนบอลอย่างกว้างขวางต่อความล้มเหลวที่คิดกันว่าเกิดขึ้นในตลาดซัมเมอร์ของสโมสร และความท้อแท้ต่อประธาน แดเนียล เลวี่ (Daniel Levy) แต่การคว้าตัว แฟร้งค์ จาก เบรนท์ฟอร์ด อาจถือเป็นการคว้าตัวที่ดีที่สุดของสโมสรเลยทีเดียว

ซัมเมอร์ ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงและความไม่สมหวังในกาซื้อขาย ของ สเปอร์ส

แมนฯ ซิตี้ 0-2 สเปอร์ส

อารมณ์ที่ สเปอร์ส เป็นอยู่ในซัมเมอร์นี้ค่อนข้างแปลก หลังจากความตื่นเต้นจากการคว้าแชมป์ยูโรปาลีกในตอนท้ายของซีซั่นที่แล้ว แฟนบอลกระหายที่จะเห็นทีมก้าวหน้าต่อไปหลังจากจบอันดับ 17 ในพรีเมียร์ลีก โมฮัมหมัด คุดุส (Mohammed Kudus) ที่คว้าตัวมาจาก เวสต์แฮม ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ และ โจเอา ปาลินย่า (Joao Palhinha) ที่เซ็นสัญญายืมตัวหนึ่งซีซั่นจาก บาเยิร์น มิวนิค เป็นเพียงการเสริมทัพเที่เพิ่มเติมเข้ามาหลังจากที่ อันเก้ ได้จากไปจากสโมสร นอกจากนี้ในทัวร์พรีซีซั่น กัปตัน ซน ฮึง-มิน (Son Heung-min) ได้กล่าวคำอำลาสโมสร ขณะที่ เจมส์ แมดดิสัน (James Maddison) ได้รับบาดเจ็บที่เข่าซึ่งทำให้เขาต้องพักการแข่งขันส่วนใหญ่ของซีซั่น แฟนบอลจึงต้องเผชิญกับความอับอายจากการล่มสลายของดีลสองราย สำหรับเป้าหมายการซื้อขายระดับแนวหน้า สโมสรก็เริ่งทุ่มงบ 60 ล้านปอนด์ในสัญญาของ มอร์แกน กิบส์-ไวท์ (Morgan Gibbs-White) จาก น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ แต่กลายเป็นว่ากองกลางทีมชาติอังกฤษคนนี้เซ็นสัญญาใหม่กับสโมสรเก่าในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ เท่านั้นไม่พอล่าสุดพวกเขาคิดว่าจะปิดดีลได้แล้วสำหรับ เอเบเรชี่ เอเซ่ (Eberechi Eze) ปีกทีมชาติอังกฤษ แต่กลายเป็นว่าผู้เล่นจาก คริสตัล พาเลซ ดันไปเลือก อาร์เซนอล คู่อริร่วมเมืองลอนดอน ในชั่วโมงสุดท้าย "สิ่งที่แน่นอน 100% คือเรานำผู้เล่นระดับท็อปสองคนเข้ามาในสโมสร - คุดุส และ ปาลินย่า - และทั้งคู่เล่นได้ดีมาก" แฟร้งค์ กล่าว "และ ปาลินย่า ว้าว คุณรู้ไหม บางครั้งผู้เล่นต้องการความมั่นใจ และพวกเขาต้องอยู่ในจุดสูงสุด"

เลวี่ คือแพะของความล้นเหลวในการเจรจา ดีลของ เอเซ่ เมื่อรวมความผิดพลาดที่ผ่านมา แฟนบอลก็ผุดข้อความ "Levy out" ออกมา

ประธานสโมสร เลวี่ ถูกวิพากษ์วิจารณ์หลังจากการล่มสลายของดีล เอเซ่ และความล้มเหลวในการซื้อขายในช่วงซัมเมอร์นี้ดูเหมือนจะมีความแค้นเพิ่มขึ้นในเสียงเชียร์ "Levy out" จากแฟนบอลเยือน 3,000 คนที่สนาม เอติฮาด สเตเดียม ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อวันเสาร์ แต่นั่นก็เป็นการตัดสินใจของ เลวี่ ที่จะแยกทางกับ อันเก้  และจ้าง แฟร้งค์ หนึ่งในการวิพากษ์วิจารณ์หลักของ อันเก้  ปอสเตโคกลู  คือการปฏิเสธที่จะปรับตัวให้เข้ากับฝ่ายตรงข้าม เมื่อ สเปอร์ส ชนะเกมนั่นทำให้ แนวทางของโค้ชชาวออสซี่ที่ว่า "มันคือตัวตนของเรา" ได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนบอล มันเริ่มจืดชืดเมื่อทีมอย่าง อิปสวิช และ เลสเตอร์ กลับไปจากทางเหนือ ลอนดอน พร้อมสามคะแนน แต่จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของ อันเก้ กลายเป็นจุดแข็งที่ใหญ่ที่สุดของ แฟร้งค์ ในการแพ้ซุปเปอร์คัพให้กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง เมื่อต้นเดือนนี้ สเปอร์ส เกือบจะเอาชนะทีมของ หลุยส์ เอนริเก้ (Luis Enrique) ได้ในเวลาเหลือ 60 วินาที แฟร้งค์ เลือกใช้ฟอร์เมชั่น 3-5-2 โดยใช้ ริชาร์ลิซอน (Richarlison) และ คุดุส ในการโจมตี พร้อมกับกองหลังตัวเพิ่มเพื่อลดภัยคุกคามจาก False Nine อูสมาน เดมเบเล่ (Ousmane Dembele) และปิดกั้นพื้นที่ให้กับปีก เดซิเร่  ดูเอ้  (Desire Doue) และ ควิชา ควารัตสเคเลีย  (Khvicha Kvaratskhelia) ในเกมเปิดซีซั่นพรีเมียร์ลีกของ สเปอร์ส กับ เบิร์นลี่ย์ - เมื่อพวกเขาได้เปรียบและคาดว่าจะครองบอลส่วนใหญ่ - แฟร้งค์ เปลี่ยนไปใช้ฟอร์เมชั่น 4-3-3 และเลือกกองกลางที่ประกอบด้วย ลูคัส เบิร์กวัลล์ (Lucas Bergvall), อาร์ชี เกรย์ (Archie Gray) และ ปาเป มาตาร์ ซาร์ (Pape Matar Sarr) แฟร้งค์ คงฟอร์เมชั่นเดียวกันนี้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อวันเสาร์ แต่นำ ปาลินย่า และ โรดริโก้ เบนตันคูร์ (Rodrigo Bentancur) - กองกลางที่มุ่งเน้นการป้องกันสองคน - กลับเข้ามาในทีมหลัก "วิธีที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนสามารถปรับตัวได้เร็วขนาดนี้ในตอนต้นของการดำรงตำแหน่ง - บางครั้งใช้กองหลังสี่คน และบางครั้งใช้ห้าคน - แม้แต่การนำ ปาลินย่า และ โรดริโก้ เบนตันคูร์ เข้ามา นั่นคือกลยุทธ์อันชาญฉลาด" มิคาห์ ริชาร์ดส์ (Micah Richards) นักวิเคราะห์ของรายการ Match of the Day กล่าว "โธมัส แฟร้งค์ นำความรู้ในการดูเกมให้จบมาด้วย" ความสามารถในการปรับยุทธวิธีของ แฟร้งค์ เป็นสิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากบรรดาผู้ฝึกสอนคนอื่นๆ ในพรีเมียร์ลีก การที่เขาสามารถอ่านเกมและเปลี่ยนแปลงแผนการเล่นได้อย่างรวดเร็วทำให้ สเปอร์ส มีความได้เปรียบเชิงยุทธวิธีที่ชัดเจน ในอดีต สเปอร์ส มักจะติดอยู่กับรูปแบบการเล่นเดิมๆ ไม่ว่าจะเผชิหน้ากับฝ่ายตรงข้ามแบบไหน แต่ภายใต้การนำของ แฟร้งค์ ทีมสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ความยืดหยุ่นนี้ไม่เพียงแค่ปรากฏในการจัดฟอร์เมชั่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเลือกใช้ผู้เล่นด้วย แฟร้งค์ ไม่หลงติดกับผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง แต่เลือกใช้ผู้เล่นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละเกม การมาถึงของ แฟร้งค์ ยังช่วยให้ผู้เล่นหลายคนฟื้นฟูฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะ ปาลินย่า ที่กลับมามีบทบาทสำคัญในทีมอีกครั้ง ถึงแม้จะเพิ่งเริ่มต้นซีซั่นใหม่ แต่ แฟร้งค์ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคือคำตอบที่ สเปอร์ส ต้องการ การที่เขาสามารถทำให้ทีมเล่นได้ดีทั้งในแง่การโจมตีและการป้องกันเป็นสิ่งที่แฟนบอล สเปอร์ส รอคอยมานาน ความสามารถในการปรับตัวของเขาอาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำ สเปอร์ส กลับมาสู่การแข่งขันในระดับยุโรปอีกครั้ง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่สดใสสำหรับสโมสรแห่งทางเหนือ ลอนดอน การตัดสินใจของ เลวี่ ในการนำ แฟร้งค์ มาจาก เบรนท์ฟอร์ด อาจกลายเป็นการเคลื่อนไหวที่ชาญฉลาดที่สุดของสโมสรในหลายปีที่ผ่านมา และเป็นการพิสูจน์ว่าบางครั้งการลงทุนที่ดีที่สุดคือการหาผู้ฝึกสอนที่เข้าใจเกมฟุตบอลอย่างลึกซึ้ง สำหรับ แฟร้งค์ แล้ว การย้ายมา สเปอร์ส เป็นก้าวสำคัญในอาชีพการเป็นผู้ฝึกสอนของเขา และการเริ่มต้นที่ดีนี้เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

คริสตัล พาเลซค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ในยุโรป

สนาม เซลเฮิร์สท์ พาร์ค (Selhurst Park) ในคืนวันพฤหัสบดีที่เพิ่งผ่านไป คงเป็นหนึ่งในค่ำคืนที่แฟนบอลคริสตัล พาเลซจะไม่มีวันลืม เพราะมันคือครั้งแรกในรอบเกือบ สามทศวรรษ ที่พวกเขาได้สัมผัสบรรยากาศฟุตบอลยุโรปอีกครั้ง แถมยังเป็นการเปิดตัวที่งดงามด้วยชัยชนะเหนือ เฟรดริกสตัด (Fredrikstad) 1-0 ในศึกยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก รอบเพลย์ออฟ เลกแรก

แต่ในความสุขก็ยังมีรสชาติขม ๆ แฝงอยู่ เมื่อ เอเบเรชี่ เอเซ นักเตะหมายเลข 10 ผู้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของทีม ไม่ได้อยู่ในรายชื่อผู้เล่น และข่าวการย้ายสู่ อาร์เซน่อล ดูเหมือนจะใกล้ความจริงเข้าไปทุกขณะ

การรอคอยสามทศวรรษ: พาเลซกับความฝันยุโรป

ย้อนกลับไปเกือบ 30 ปีก่อน ชื่อของคริสตัล พาเลซแทบไม่เคยถูกพูดถึงในเวทีฟุตบอลยุโรป พวกเขาคือทีมที่เน้นการต่อสู้ดิ้นรนในพรีเมียร์ลีกเพื่อความอยู่รอด มากกว่าการสร้างชื่อเสียงในทวีป

แต่ด้วยการทำงานหนักของผู้จัดการทีมหลายยุค และความพยายามของนักเตะรุ่นต่อรุ่น ในที่สุด “ดิ อีเกิ้ลส์” ก็ได้โอกาสอีกครั้ง และพวกเขาไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวัง เปิดบ้านเก็บชัยชนะได้ทันทีในแมตช์ประวัติศาสตร์

บรรยากาศที่เซลเฮิร์สท์ พาร์ค

crystal-palace-historic-night-in-europe

ในวันแข่งขัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก แฟนบอลแห่กันเข้าสนามอย่างล้นหลาม หลายคนร้องเพลงเชียร์ บางกลุ่มถือป้ายที่เขียนด้วยมือเพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม

แต่สิ่งที่สะดุดตาอย่างมากคือ เสื้อหมายเลข 10 ชื่อ Eze ที่กระจายอยู่เต็มอัฒจันทร์ แสดงถึงความรักและความผูกพันที่แฟน ๆ มีต่อเขา แม้รู้ดีว่าคืนนี้อาจเป็น “การอำลาทางอ้อม”

ชัยชนะเหนือเฟรดริกสตัด: จุดเริ่มต้นที่สดใส

เกมนี้พาเลซเล่นด้วยความมุ่งมั่น แม้จะขาดเพลย์เมกเกอร์คนสำคัญ แต่ระบบทีมยังคงเดินหน้าอย่างมั่นใจ ประตูชัย 1-0 อาจไม่ได้หวือหวา แต่ก็เพียงพอให้พวกเขาได้เปรียบก่อนบุกไปเล่นเลกสองในนอร์เวย์

ชัยชนะนี้ถูกจารึกว่าเป็น ชัยชนะนัดแรกของคริสตัล พาเลซในฟุตบอลยุโรป ประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครสามารถลบได้

เงาของเอเซที่ปกคลุมค่ำคืน

แม้ชัยชนะจะสร้างรอยยิ้ม แต่หลายคนไม่อาจละสายตาจากความจริงที่ว่า เอเบเรชี่ เอเซ ไม่ได้อยู่ในทีมอีกต่อไป ข่าวการย้ายไปอาร์เซน่อลถูกพูดถึงมาตลอดสัปดาห์ และเมื่อโอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ผู้จัดการทีม ออกมายืนยันหลังเกมว่า “เขาจะไม่เล่นให้พาเลซอีกแล้ว” แฟนบอลหลายคนถึงกับน้ำตาคลอ

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
callcenter sbobet