อาร์เซน่อล ระส่ำ! “เยอเคเรส” เจ็บแฮมสตริง ส่อชวดช่วยทีมบู๊ สเปอร์ส เกม พรีเมียร์ลีก

สโมสร อาร์เซน่อล (Arsenal) ต้องเจอกับข่าวร้ายอีกครั้ง หลังจากกองหน้าตัวใหม่อย่าง วิคตอร์ เยอเคเรส  (Viktor Gyokeres) มีอาการบาดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อ แฮมสตริง และอาจหมดสิทธิ์ลงช่วยทีมในเกมสุดสัปดาห์นี้ บนเวที พรีเมียร์ลีก (Premier League) หัวหอกทีมชาติ สวีเดน (Sweden) รายนี้ กำลังอยู่ในช่วงปรับตัวกับชีวิตใหม่ในสีเสื้อของ อาร์เซน่อล โดยผลงานของเขายังขึ้น ๆ ลง ๆ ทำให้ได้รับเสียงวิจารณ์พอสมควร ทั้งในเรื่องสถิติการทำประตู รวมไปถึงฟอร์มการเล่นโดยรวมในสนาม แม้ช่วงก่อนหน้านี้เขาจะฟอร์มฝืด ยิงไม่ได้ติดต่อกันถึง 5 นัดใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) แต่ เยอเคเรส ก็กลับมายิงประตูได้สำเร็จในเกมบุกไปเยือน เบิร์นลีย์ (Burnley) เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน จากลูกโหม่งที่ช่วยให้ อาร์เซน่อล ขึ้นนำ อย่างไรก็ตาม หลังจบครึ่งแรก เขากลับต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม เนื่องจากมีอาการเจ็บบริเวณต้นขาด้านหลัง โดยมี มิเกล เมริโน่ (Mikel Merino) ลงมาเล่นแทนในครึ่งหลัง ไม่นานหลังจากนั้น มีการยืนยันว่า วิคตอร์ เยอเคเรส (Viktor Gyokeres) ไม่มีชื่อในทีมชาติ สวีเดน (Sweden) สำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก สองนัดสุดท้าย ในช่วงโปรแกรมทีมชาติเดือนนี้การที่เขาถูกดร็อปจากทีมชาติ ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า อาการบาดเจ็บดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย และทีมแพทย์ของ อาร์เซน่อล ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

อาร์เตต้า กังวลหนัก หลังลูกทีมเริ่มเจ็บกันระนาว

วิคตอร์ เยอเคเรส เจ็บอดเจอสเปอร์

กุนซือของ อาร์เซน่อล อย่าง มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ออกมายอมรับว่า เขารู้สึกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับอาการของลูกทีมคนสำคัญรายนี้ โดยหลังจบเกมที่ อาร์เซน่อล เปิดบ้านถล่ม สลาเวีย ปราก (Slavia Prague) 3-0 เขาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “ผมกังวลนะ เพราะเขาไม่ค่อยมีประวัติบาดเจ็บกล้ามเนื้อ แต่เขาต้องขอเปลี่ยนตัวออกจากสนามเอง ซึ่งนั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย
เขาบอกว่ารู้สึกถึงอะไรบางอย่าง  และสำหรับนักเตะประเภทที่ต้องใช้ความระเบิดพลังสูงแบบเขา มันยิ่งน่าห่วงเข้าไปอีก  ตอนนี้เรากำลังพยายามตรวจเช็กอย่างละเอียด เพื่อดูว่าอาการมันร้ายแรงแค่ไหน แล้วเราจะอัปเดตให้ทราบอีกครั้งเมื่อมีข้อมูลชัดเจนมากกว่านี้” คำพูดของ อาร์เตต้า (Arteta) ทำให้แฟนบอล “ปืนใหญ่” เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ เพราะนี่คือช่วงสำคัญของฤดูกาลที่ทีมต้องลงแข่งขันถี่ และต้องเจอกับคู่แข่งระดับหนักทุกนัด จากรายงานของสื่อดังอย่าง FourFourTwo ระบุว่า เกมสุดสัปดาห์นี้ อาจเร็วเกินไปสำหรับการกลับมาของ วิคตอร์ เยอเคเรส (Viktor Gyokeres) อย่างไรก็ตาม มีข่าวดีเล็กน้อยคือ หากไม่มีอาการแทรกซ้อน เขายังมีลุ้นกลับมาลงสนามได้ในช่วงสุดสัปดาห์ถัดไป ซึ่งจะขึ้นอยู่กับผลการสแกนและการฟื้นฟูสภาพร่างกายเป็นหลัก ปัญหาของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ไม่ได้มีแค่เรื่องของ เยอเคเรส เท่านั้น เพราะตอนนี้ อาร์เซน่อล มีนักเตะบาดเจ็บหลายราย โดยเฉพาะในแนวรับ หนึ่งในนั้นคือ กาเบรียล มากัลเญส (Gabriel Magalhães) เซ็นเตอร์แบ็กตัวหลักของทีม ที่ได้รับบาดเจ็บต้นขา จากเกมทีมชาติ บราซิล (Brazil) พบกับ เซเนกัล (Senegal) เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ที่น่าแปลกก็คือ เกมนัดดังกล่าว ดันมาแข่งกันที่สนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม (Emirates Stadium) รังเหย้าของ อาร์เซน่อล เองอีกด้วย และคาดว่า กาเบรียล จะต้องพักอย่างน้อย 1 เดือนเต็ม

นอกจากนี้ยังมีนักเตะตัวหลักที่เข้า “ห้องพยาบาล” แล้วหลายราย ได้แก่  มาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Odegaard) ,  ไค ฮาแวร์ตซ์ (Kai Havertz) , กาเบรียล เชซุส (Gabriel Jesus) , โนนี่ มาดูเอเก้ (Noni Madueke) รวมถึงสองแนวรับอย่าง   เยอร์เรียน ทิมเบอร์  (Jurrien Timber) และ   ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่ (Riccardo Calafiori) ที่ได้รับการกระแทกและบาดเจ็บเล็กน้อยจากช่วงโปรแกรมทีมชาติ ซึ่งยังต้องรอประเมินอาการต่อไป

 

ศึกดาร์บี้ ลอนดอนเหนือ อีกหนึ่งงานหนักที่รอพวกเขาอยู่

ขณะที่สถานการณ์อาการบาดเจ็บยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อาร์เซน่อล มีคิวต้องลงสนามในเกมใหญ่ “ศึกดาร์บี้ ลอนดอนเหนือ” กับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ในวันอาทิตย์นี้

การแข่งขันจะจัดขึ้นที่สนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม (Emirates Stadium) ซึ่งนอกจากจะเป็นเกมแห่งศักดิ์ศรีแล้ว ยังมีความสำคัญอย่างมากต่อการลุ้นอันดับในตาราง พรีเมียร์ลีก (Premier League) และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสัปดาห์ที่หนักหน่วง เพราะหลังจากนั้น อาร์เซน่อล จะต้องเจอกับสองเกมใหญ่ติดกันคือ  เกมพบกับ บาเยิร์น มิวนิค (Bayern Munich) ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก  และตามด้วยเกมในพรีเมียร์ลีกกับ เชลซี (Chelsea) สถานการณ์นี้ถือว่าเป็นบททดสอบสำคัญของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) อย่างแท้จริง ว่าเขาจะสามารถพาทีมผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อมีเกมใหญ่รออยู่แทบทุกนัดในเดือนนี้

เกมรับของไอ้ปืนใหญ่ จะนำพาพวกเขาสู่แชมป์ ได้หรือไม่?

หลังจากมีแนวรับที่ดีที่สุดแต่ทำประตูได้น้อยกว่าแชมป์อย่าง ลิเวอร์พูล ( Liverpool )  ถึง 17 ประตูในฤดูกาลที่แล้ว ดูเหมือนชัดเจนว่า อาร์เซน่อล  ( Arsenal ) จะต้องปรับปรุงการเล่นรุกหากต้องการมีโอกาสชิงแชมป์ พรีเมียร์ลีก  ( Premier League )  ในครั้งนี้ให้ดีขึ้น

แต่ด้วยการเสียประตูเพียง 3 ประตูในเกมเปิดฤดูกาล 8 นัดแรกครั้งนี้ ทำให้พวกเขานำจ่าฝูงด้วยการเก็บคะแนนได้มากกว่าทีมอันดับ 2 ถึง 3 คะแนน การป้องกันที่น่าประทับใจอยู่แล้วของพวกเขาได้พัฒนาไปสู่ระดับประวัติศาสตร์จนอาจไม่จำเป็นต้องทำประตูเพิ่มมากนัก

และนั่นก็เป็นสิ่งที่ดีเพราะแม้ว่าการเล่นรุกของ อาร์เซน่อล  ( Arsenal ) จะดีขึ้นเล็กน้อยจากฤดูกาลที่แล้ว แต่ก็ยังห่างไกลจากช่วงที่พวกเขาท้าชิงแชมป์ในฤดูกาล 2023-24 เมื่อพวกเขาทำประตูได้เฉลี่ย 2.4 ประตูต่อเกม ด้วย มาร์ติน โอเดนการ์ด ( Martin Ødegaard ) , โนนี่ มาดูเอเก้ ( Noni Madueke ) , กาเบรียล เชซุส ( Gabriel Jesus ) และ ไค ฮาแวร์ท (Kai Havertz) ซึ่งเป็นนักเตะสร้างสรรค์ที่กำลังพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ การเล่นรุกของ อาร์เซน่อล  ( Arsenal )l อาจดีขึ้นเมื่อฤดูกาลดำเนินไป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น การป้องกันของพวกเขาจะเพียงพอที่จะยกถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ลีก  ( Premier League ) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 หรือไม่?

สถิติทีมแชมป์ พรีเมียร์ลีก ที่ไม่มีการเล่นรุกที่ดีที่สุด

กาเบรียล,ซาลิบา

จากทีมแชมป์ Premier League ทั้งหมด 33 ทีม มีเพียง 6 ทีมเท่านั้นที่คว้าแชมป์โดยมีการป้องกันดีที่สุดแต่ไม่ใช่ทีมที่ทำประตูได้มากที่สุด คิดเป็นเพียง 18 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทีมสุดท้ายที่ประสบความสำเร็จในรูปแบบนี้คือ ลิเวอร์พูล ( Liverpool ) ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ( Jürgen Klopp ) ในฤดูกาล 2019-20 ที่ยุติการรอคอยแชมป์ที่ยาวนาน 30 ปี แม้จะทำประตูได้น้อยกว่า แมนฯ ซิตี้ (Manchester City) ถึง 17 ประตูจาก 102 ประตูของ City ในฤดูกาลนั้น แต่ อาร์เซน่อล  ( Arsenal ) มีแนวรับที่ดีที่สุดในสองฤดูกาลที่ผ่านมาแล้วยังจบในอันดับ 2 แล้วมีอะไรที่อาจแตกต่างในครั้งนี้? แม้ว่าจะยังเป็นช่วงต้นฤดูกาล แต่เราไม่ได้มองแค่ว่าพวกเขามีการป้องกันที่ดีที่สุดในฤดูกาลนี้เท่านั้น แต่เป็นหนึ่งในการป้องกันที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ Premier League

อัตราการเสียประตูปัจจุบันของพวกเขาที่เพียง 0.38 ประตูต่อเกม หมายความว่าหากพวกเขาสามารถรักษาระดับนี้ไปตลอดทั้งฤดูกาล พวกเขาจะเสียประตูเพียง 14 ประตูและทำลายสถิติอันน่าทึ่งของ 15 ประตูที่ตั้งโดยทีม เชลซี (Chelsea) ที่คว้าแชมป์ภายใต้การคุม โจเซ่ มูรินโญ่ (José Mourinho) ในฤดูกาล 2004-05 ด้วยอัตราการทำประตูปัจจุบันที่ 1.88 ประตูต่อเกม ลูกทีมของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) กำลังมุ่งหน้าไปสู่การทำผลงานที่เกือบจะเหมือนกับทีม เชลซี (Chelsea) ในยุคนั้นทุกประการ โดยอาจทำประตูได้ 71 ครั้งและเสียประตู 14 ครั้ง เปรียบเทียบกับผลงานของ เชลซี (Chelsea) ที่ 72 ประตูและเสีย 15 ประตู

 

นั่นหมายความว่า อาร์เซน่อล  ( Arsenal ) จะทำประตูได้มากกว่า 69 ประตูในฤดูกาลที่แล้วเพียง 2 ประตู แต่เสียประตูน้อยลงอย่างน่าทึ่งถึง 20 ประตูจาก 34 ประตูในฤดูกาลที่แล้ว เนื่องจากทีมแชมป์ Premier League โดยเฉลี่ยทำประตูได้ 84 ประตูและเสีย 32 ประตูในฤดูกาล 38 เกม ฟอร์มปัจจุบันของพวกเขาจะทำให้พวกเขาเป็นหนึ่งในแชมป์ที่ "ยากต่อการเจาะ" มากกว่า "ไม่มีใครหยุดได้" ในประวัติศาสตร์

ปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อความสำเร็จ ของทีมไอ้ปืนใหญ่ ในฤดูกาลนี้

การที่ อาร์เซน่อล  ( Arsenal ) มีการป้องกันที่แข็งแกร่งระดับประวัติศาสตร์นี้อาจเป็นกุญแจสำคัญในการคว้าแชมป์ Premier League ครั้งแรกรองจากปี 2004 แม้ว่าการเล่นรุกของพวกเขาจะยังไม่ได้อยู่ในระดับที่ดีที่สุดก็ตาม ความสามารถในการรักษาคลีนชีตและจำกัดโอกาสของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจเป็นสูตรสำเร็จที่ อาร์เซน่อล  ( Arsenal ) ต้องการในการเอาชนะคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่าง Manchester City , ลิเวอร์พูล ( Liverpool ) และ Manchester United อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงจะมาในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล เมื่อการแข่งขันเข้มข้นขึ้นและทีมต่างๆ เริ่มปรับแผนการเล่นให้เข้ากับจุดแข็งและจุดอ่อนของ อาร์เซน่อล  ( Arsenal ) มากขึ้น การป้องกันระดับประวัติศาสตร์ของ อาร์เซน่อล  ( Arsenal ) ในฤดูกาลนี้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่น่าประทับใจภายใต้การคุมทีมของ Arteta แม้ว่าการเล่นรุกอาจยังไม่ได้อยู่ในระดับที่สมบูรณ์แบบ แต่หากพวกเขาสามารถรักษาระดับการป้องกันนี้ไปได้ตลอดทั้งฤดูกาล พวกเขาอาจจะเป็นทีมแรกในรอบหลายปีที่คว้าแชมป์ Premier League ด้วยการป้องกันที่เหนียวแน่นมากกว่าการเล่นรุกที่ระเบิด เกมรับที่ยอดเยี่ยมของ อาร์เซน่อล อาจจะนำพาความสำเร็จมาสู่พวกเขาได้จริงๆ ในฤดูกาลนี้

มาร์ติน โอเดอการ์ด บาดเจ็บหนัก อาจพักยาว 6-8 สัปดาห์

วงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษตกอยู่ในความตระหนกเมื่อข่าวการบาดเจ็บของ มาร์ติน โอเดอการ์ด กัปตันและเพลย์เมกเกอร์หัวใจสำคัญของ อาร์เซน่อล ถูกเปิดเผยว่ามีอาการรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเกมพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุดเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อ อาร์เซน่อล เปิดบ้านรับการมาเยือนของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ณ สนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม กองกลางตัวรุกชาวนอร์เวย์วัย 26 ปี ต้องออกจากสนามไปก่อนเวลาอันควรหลังลงเล่นได้เพียง 30 นาทีเท่านั้น

สถานการณ์การบาดเจ็บที่เกิดขึ้น

Situation of the injury that occurred

เหตุการณ์ที่ทำให้ โอเดอการ์ด ต้องออกจากสนามนั้นเกิดขึ้นจากการเข้าปะทะกับ คริสเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ แบ็กซ้ายของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในช่วงครึ่งแรกของการแข่งขัน การปะทะกันครั้งนั้นดูเหมือนจะไม่รุนแรงมากนักในตอนแรก แต่กลายเป็นว่ามีผลกระทบต่อหัวเข่าซ้ายของกัปตันทีม "เดอะ กันเนอร์ส" อย่างรุนแรง จนทำให้เขาไม่สามารถทนเล่นต่อไปได้และต้องขอเปลี่ยนตัวออกในที่สุด

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ โอเดอการ์ด แสดงอาการเจ็บปวดถึงสองครั้งในระหว่างเกมนั้น ซึ่งบ่งบอกถึงความรุนแรงของการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น ภาพที่เห็นกองกลางตัวเก่งของทีมต้องเดินออกจากสนามด้วยสีหน้าเจ็บปวดและผิดหวังนั้น ทำให้แฟนบอล อาร์เซน่อล ทั่วโลกต่างรู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า โอเดอการ์ด คือหนึ่งในผู้เล่นที่สำคัญที่สุดของทีมและมีส่วนสำคัญอย่างมากในแผนการเล่นของ มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีม

ผลการตรวจเอ็มอาร์ไอและการวินิจฉัย

หลังจากเกมจบลง ทีมแพทย์ของ อาร์เซน่อล ได้นำตัว โอเดอการ์ด เข้ารับการตรวจสอบอย่างละเอียดด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอ (MRI) เพื่อประเมินความรุนแรงของอาการบาดเจ็บที่แท้จริง ผลการสแกนที่ออกมานั้นไม่ได้เป็นข่าวดีเลย โดยพบว่ากองกลางชาวนอร์เวย์ได้รับบาดเจ็บที่เอ็นด้านข้างหัวเข่าซ้าย (Lateral Collateral Ligament - LCL) ซึ่งเป็นอาการบาดเจ็บที่ค่อนข้างรุนแรงและต้องใช้เวลาในการพักฟื้นนานพอสมควร

เอ็นด้านข้างหัวเข่า หรือที่เรียกว่า LCL นั้นเป็นเอ็นที่มีความสำคัญอย่างมากในการรักษาเสถียรภาพของข้อเข่า โดยเฉพาะในการเคลื่อนไหวด้านข้างและการหมุนตัว ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่นักฟุตบอลต้องทำเป็นประจำในทุกๆ เกม การบาดเจ็บของเอ็นเส้นนี้จึงส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสามารถในการเล่นฟุตบอลของผู้เล่น และต้องการเวลาในการพักฟื้นที่เหมาะสมเพื่อให้เอ็นกลับมาแข็งแรงได้อย่างสมบูรณ์ก่อนที่จะสามารถกลับมาเล่นได้อีกครั้ง

คำเตือนจากอดีตแพทย์ทีมชาตินอร์เวย์

แม้ว่า อาร์เซน่อล จะยังไม่ได้ออกมาระบุระยะเวลาที่ โอเดอการ์ด จะต้องพักรักษาตัวอย่างเป็นทางการ แต่ ลาร์ส เอนเก็บเร็ตเซ่น อดีตแพทย์ประจำทีมชาตินอร์เวย์ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของลูกทีมชาติเก่าของเขา โดยระบุว่าจากประสบการณ์และการดูวิดีโอการบาดเจ็บ คาดการณ์ว่า โอเดอการ์ด อาจต้องพักยาวถึง 6-8 สัปดาห์

เอนเก็บเร็ตเซ่น ให้สัมภาษณ์ว่า "ผมไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับการสแกนเอ็มอาร์ไอว่าแสดงผลอะไรบ้าง แต่ดูจากอาการบาดเจ็บทางวีดิโอ มันน่าจะเป็นการเจ็บเส้นเอ็นด้านข้าง ถ้าหากเป็นอาการบาดเจ็บแบบนั้น โอเดอการ์ด เสี่ยงที่จะต้องพัก 6-8 สัปดาห์ แต่มันขึ้นอยู่กับขนาดของอาการบาดเจ็บ" คำพูดของอดีตหมอประจำทีมชาตินี้ได้สร้างความกังวลให้กับแฟนบอล อาร์เซน่อล อย่างมาก เพราะหมายความว่ากัปตันทีมของพวกเขาอาจจะไม่ได้ลงเล่นอีกเกือบสองเดือน

การคาดการณ์ของ เอนเก็บเร็ตเซ่น นั้นมีน้ำหนักมาก เพราะเขาเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการดูแลนักกีฬาระดับสูงมาอย่างยาวนาน และเคยทำงานใกล้ชิดกับ โอเดอการ์ด ในช่วงที่เขาเป็นแพทย์ประจำทีมชาตินอร์เวย์ ดังนั้นการประเมินของเขาจึงมีความน่าเชื่อถือสูง แม้ว่าจะไม่ได้มีข้อมูลโดยตรงจากทีมแพทย์ของ อาร์เซน่อล ก็ตาม

ผลกระทบต่อ อาร์เซน่อล

การสูญเสีย มาร์ติน โอเดอการ์ด เป็นเวลานานถือเป็นข่าวร้ายอย่างยิ่งสำหรับ อาร์เซน่อล และ มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีม เพราะกองกลางชาวนอร์เวย์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้เล่นคนหนึ่งในทีมเท่านั้น แต่เขาคือหัวใจสำคัญของระบบการเล่นทั้งหมดของ "เดอะ กันเนอร์ส" โอเดอการ์ด เป็นคนที่ทำหน้าที่เป็นเพลย์เมกเกอร์หลักของทีม เป็นผู้ที่คอยสร้างจังหวะการเล่นและเชื่อมโยงการรุกของทีม นอกจากนี้เขายังเป็นกัปตันของทีมด้วย ซึ่งหมายความว่าเขามีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำทั้งในสนามและนอกสนาม

ในฤดูกาลนี้ โอเดอการ์ด ยังคงแสดงฟอร์มที่ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีส่วนร่วมในการสร้างประตูมากที่สุดของทีม ไม่ว่าจะเป็นการยิงประตูเองหรือการส่งบอลให้เพื่อนร่วมทีม ความสามารถในการอ่านเกม การเคลื่อนไหวที่ชาญฉลาด และทักษะในการส่งบอลที่แม่นยำของเขานั้นทำให้เขาเป็นหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกในขณะนี้

การขาดตัว โอเดอการ์ด จะส่งผลกระทบต่อ อาร์เซน่อล ในหลายๆ ด้าน ประการแรกคือด้านการเล่นในสนาม ทีมจะสูญเสียจุดศูนย์กลางของการสร้างเกม ผู้เล่นที่จะมาทดแทนเขาจะต้องพยายามเติมเต็มบทบาทที่สำคัญนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ประการที่สองคือด้านจิตใจและภาวะผู้นำ โอเดอการ์ด เป็นผู้นำที่สำคัญของทีม การขาดเขาไปจึงหมายความว่าทีมจะขาดเสียงที่สำคัญในห้องแต่งตัวและบนสนามด้วย

สำหรับ มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีม นี่คือความท้าทายครั้งใหญ่ เขาจะต้องหาทางปรับเปลี่ยนแผนการเล่นและหาผู้เล่นที่เหมาะสมมาทดแทนตำแหน่งของ โอเดอการ์ด ในช่วงที่เขาบาดเจ็บ ซึ่งอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงระบบการเล่น การหมุนเวียนผู้เล่น หรือแม้แต่การใช้ผู้เล่นในตำแหน่งที่ไม่ใช่ความถนัดของพวกเขา

ตารางการแข่งขันที่รออยู่

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้เลวร้ายยิ่งขึ้นก็คือตารางการแข่งขันที่รออยู่ข้างหน้าของ อาร์เซน่อล ในช่วง 6-8 สัปดาห์ข้างหน้า ทีมจะต้องลงเล่นหลายรายการทั้งพรีเมียร์ลีก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และถ้วยในประเทศต่างๆ นัดการแข่งขันที่มีความสำคัญสูงหลายนัดจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ และการที่ต้องเล่นโดยไม่มี โอเดอการ์ด นั้นจะเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับทีม

ในพรีเมียร์ลีก อาร์เซน่อล กำลังแข่งขันเพื่อแชมป์อยู่ พวกเขาไม่สามารถที่จะพลาดคะแนนได้มากนัก เพราะการแข่งขันในปีนี้นั้นดุเดือดมาก ทุกคะแนนมีความสำคัญ และการขาด โอเดอการ์ด อาจส่งผลต่อความสามารถในการคว้าแชมป์ของทีมได้ นอกจากนี้ในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ทีมก็กำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการแข่งขัน และการมี โอเดอการ์ด หรือไม่มีนั้นอาจเป็นตัวกำหนดว่าทีมจะสามารถก้าวไปไกลแค่ไหนในรายการนี้

ทางเลือกของ อาร์เตต้า

มิเกล อาร์เตต้า จะต้องพิจารณาทางเลือกต่างๆ เพื่อทดแทน โอเดอการ์ด ในทีม มีผู้เล่นหลายคนในสควอดที่อาจจะได้รับโอกาสมากขึ้นในช่วงนี้ เช่น เคย์ ฮาเวิรตซ์ นักเตะเยอรมันที่เพิ่งเข้ามาร่วมทีมและมีความสามารถในการเล่นในตำแหน่งกองกลาง หรือ ฟาบิโอ เวียร่า นักเตะโปรตุเกสหนุ่มที่มีความสามารถสูงและได้รับการยกย่องว่าเป็นดาวรุ่งของทีม

นอกจากนี้ อาร์เตต้า อาจจะต้องปรับเปลี่ยนระบบการเล่นของทีมเพื่อให้เหมาะสมกับผู้เล่นที่มีอยู่ เขาอาจจะเลือกใช้ระบบที่เน้นการครอบครองบอลน้อยลง แต่มีประสิทธิภาพในการตีกลับมากขึ้น หรืออาจจะเลือกใช้ผู้เล่นที่มีความเร็วและความคล่องตัวมากขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างที่คู่ต่อสู้เปิดให้

อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจคือการใช้ เอมิล สมิธ โรว์ นักเตะอังกฤษหนุ่มที่เคยแสดงฟอร์มได้ดีในอดีต แต่เพิ่งกลับมาจากอาการบาดเจ็บ เขาอาจจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเพราะเขามีความคล้ายคลึงกับ โอเดอการ์ด ในบางด้าน โดยเฉพาะด้านการเคลื่อนไหวและความสามารถในการสร้างโอกาส

บทเรียนจากอดีต

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ อาร์เซน่อล ต้องเผชิญกับการขาด โอเดอการ์ด ในช่วงที่ผ่านมา กองกลางชาวนอร์เวย์ก็เคยบาดเจ็บและพักหลายครั้ง และแต่ละครั้งทีมก็ต้องพยายามปรับตัวเพื่อเล่นต่อไปโดยไม่มีเขา จากประสบการณ์เหล่านั้น อาร์เตต้า และทีมได้เรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับวิธีการจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้

ในบางครั้งที่ผ่านมา อาร์เซน่อล สามารถรักษาฟอร์มการเล่นได้ดีแม้จะไม่มี โอเดอการ์ด ด้วยการที่ผู้เล่นคนอื่นๆ ก้าวขึ้นมารับบทบาทที่สำคัญมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งทีมก็ประสบปัญหาและพลาดคะแนนไป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ โอเดอการ์ด ต่อทีมอย่างชัดเจน

การที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์นี้อีกครั้งอาจเป็นโอกาสให้ อาร์เซน่อล แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถเอาชนะความยากลำบากนี้ได้ และพิสูจน์ว่าทีมมีความลึกและความสามารถในการแข่งขันที่สูงพอที่จะไม่ต้องพึ่งพาผู้เล่นคนใดคนหนึ่งมากเกินไป ถึงแม้ว่าผู้เล่นคนนั้นจะเป็นคนสำคัญก็ตาม

ผลกระทบต่อทีมชาตินอร์เวย์

การบาดเจ็บของ โอเดอการ์ด ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อ อาร์เซน่อล เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทีมชาตินอร์เวย์ด้วย ในฐานะกัปตันและผู้เล่นหลักของทีมชาติ การที่เขาบาดเจ็บและต้องพักหลายสัปดาห์นั้นหมายความว่าเขาอาจจะไม่สามารถลงเล่นให้กับทีมชาติในนัดที่สำคัญๆ ที่กำลังจะมาถึงได้

ทีมชาตินอร์เวย์กำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการแข่งขันคัดเลือก และการมี โอเดอการ์ด หรือไม่มีนั้นอาจเป็นตัวกำหนดผลการแข่งขันได้ เขาเป็นผู้เล่นที่สำคัญที่สุดของทีมชาติ และการขาดเขาไปจะเป็นการสูญเสียอย่างมากสำหรับทีม

อย่างไรก็ตาม จากมุมมองหนึ่ง การพักจากฟุตบอลระดับสโมสรอาจเป็นโอกาสให้ โอเดอการ์ด ได้พักฟื้นอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องรีบเร่งกลับมาเล่น ซึ่งอาจจะดีต่อสุขภาพระยะยาวของเขาในที่สุด ทีมชาตินอร์เวย์และแฟนบอลชาวนอร์เวย์คงหวังว่าเขาจะกลับมาแข็งแรงและพร้อมสำหรับศึกใหญ่ในอนาคต

ความสำคัญของการฟื้นฟูที่ถูกต้อง

สำหรับการบาดเจ็บประเภทเอ็นด้านข้างหัวเข่านั้น กระบวนการฟื้นฟูที่ถูกต้องและเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การรีบเร่งกลับมาเล่นก่อนที่ร่างกายจะพร้อมอาจนำไปสู่อาการบาดเจ็บซ้ำหรือการบาดเจ็บที่รุนแรงขึ้นได้ ดังนั้น แม้ว่าทั้ง อาร์เซน่อล และแฟนบอลจะอยากเห็น โอเดอการ์ด กลับมาเล่นโดยเร็วที่สุด แต่การให้เวลาเขาได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า

ทีมแพทย์ของ อาร์เซน่อล มีชื่อเสียงในด้านความเป็นมืออาชีพและมีประสบการณ์สูง พวกเขาจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับ โอเดอการ์ด เพื่อให้แน่ใจว่าเขาได้รับการรักษาและการฟื้นฟูที่ดีที่สุด กระบวนการนี้จะรวมถึงการพักผ่อน การทำกายภาพบำบัด การฝึกซ้อมเบาๆ และการค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นของการฝึกซ้อมจนกว่าเขาจะพร้อมที่จะกลับมาเล่นได้อีกครั้ง

นอกจากการฟื้นฟูทางกายภาพแล้ว การฟื้นฟูทางจิตใจก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน การบาดเจ็บอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นใจและสภาพจิตใจของนักกีฬา ดังนั้น โอเดอการ์ด อาจต้องการการสนับสนุนทางจิตใจด้วยเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะกลับมาแข็งแรงทั้งกายและใจ

มุมมองในเชิงบวก

แม้ว่าการบาดเจ็บของ โอเดอการ์ด จะเป็นข่าวร้าย แต่ก็มีบางแง่มุมที่อาจมองในแง่บวกได้ ประการแรกคือโอกาสที่ผู้เล่นคนอื่นๆ ในทีมจะได้แสดงศักยภาพของตัวเอง นักฟุตบอลหลายคนในสควอดของ อาร์เซน่อล ที่อาจไม่ได้รับเวลาลงเล่นมากนักจะได้รับโอกาสมากขึ้นในช่วงนี้ ซึ่งอาจจะเป็นการพบว่าทีมมีความสามารถและความลึกมากกว่าที่คิด

ประการที่สองคือการที่ โอเดอการ์ด จะได้พักฟื้นอย่างเต็มที่ในช่วงที่บาดเจ็บ นักฟุตบอลระดับสูงมักจะต้องเล่นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งฤดูกาล บางครั้งการได้พักและฟื้นฟูร่างกายอย่างเต็มที่อาจเป็นประโยชน์ในระยะยาว เมื่อเขากลับมาเล่น เขาอาจจะกลับมาด้วยความแข็งแรง

กัปตันผู้โชคร้าย โอเดนการ์ด กับสถิติอาการบาดเจ็บที่ไม่น่าจดจำ

เพียงสามวันหลังจากการแสดงที่ "ยอดเยี่ยม" ในศึก Champions League เมื่อเจอ Olympiakos สถานการณ์กลับไม่เป็นไปในทางที่ดีอีกครั้งสำหรับ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) กัปตันทีม Arsenal (อาร์เซนอล) สร้างประวัติศาสตร์ในชัยชนะ 2-0 เหนือ West Ham (เวสต์แฮม) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เมื่อเขาต้องถูกเปลี่ยนตัวออกหลังเล่นไปเพียง 30 นาที กลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ Premier League (พรีเมียร์ลีก) ที่ถูกเปลี่ยนตัวออกก่อนครึ่งเวลาในการลงเล่นติดต่อกันสามนัดติดต่อกันนี่เป็นช่วงเวลาที่น่าหงุดหงิดของช่วงต้นฤดูกาลสำหรับกองกลางวัย 26 ปีชาว Norway (นอร์เวย์) ผู้ซึ่งต้องออกจากสนามก่อนเวลาในเกมชนะ Leeds (ลีดส์) และ Nottingham Forest (น็อตติงแฮม ฟอเรสต์) เช่นกัน

ปัญหาบาดเจ็บที่ส่งผลกระทบต่อการค้าแข้งของเขาอย่างไม่จบสิ้น

ในโอกาสก่อนหน้านี้ สาเหตุที่ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) ต้องออกจากสนามก่อนเวลาเป็นเพราะปัญหาบาดเจ็บที่ไหล่ที่ยังไม่หาย แต่ครั้งนี้หลังจากได้รับการคัดเลือกให้ลงเล่นในทีมที่มีแนวรับการเล่นแบบโจมตีจากผู้จัดการทีม Mikel Arteta (มิเกล อาร์เตต้า) เขาต้องถูกเปลี่ยนตัวออกหลังจากเข่าชนกับกองหน้า West Ham อย่าง Crysencio Summerville (คริเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์)

"ผมเพิ่งคุยกับเขามา" Arteta กล่าวหลังจบเกม "เขาไม่มองในแง่บวกเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เขาต้องสวมอุปกรณ์พยุงเข่า เราต้องรอดูจากหมอก่อน แต่เราก็ไม่ได้โชคดีกับเรื่องนี้เท่าไหร่" "เราไม่มีเขาตั้งแต่ต้นฤดูกาลด้วยเหตุผลต่างๆ ไหล่บาดเจ็บสองครั้งแล้วก็บาดเจ็บครั้งนี้" "เราต้องรอดูความรุนแรงของการบาดเจ็บนั้นและเราจะหาทางแก้ไข แต่เห็นได้ชัดว่าเขาคือกัปตันของเราและเป็นนักเตะที่ให้มิติที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่เขาสามารถทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการโจมตี" "เรามารอกันและหวังว่ามันจะไม่แย่ขนาดนั้น"

สถิติที่ไม่อยากให้จดบันทึกของ มาร์ติน โอเดนการ์ด

Arsenal 5-0 Leeds (23 สิงหาคม)

หลังจากลงเล่นครบ 90 นาทีในเกมเปิดสนามของแคมเปญนี้เมื่อเจอ Manchester United (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 38 ของเกมที่สองเมื่อเจอ Leeds หลังจากไปตกกระแทกไหล่อย่างรุนแรง

Arteta กล่าวว่ามันยากที่จะบอกได้ว่าการบาดเจ็บร้ายแรงแค่ไหนทันทีหลังจบเกม และบอกว่าเขาจะถูกส่งไปเอกซเรย์

Arsenal 3-0 Nottingham Forest (13 กันยายน)

มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) กลับมาอยู่ในทีมสำหรับเกมแพ้ 1-0 ให้กับ Liverpool (ลิเวอร์พูล) แปดวันต่อมา โดยลงเล่นให้ใน 20 นาทีสุดท้าย จากนั้นลงสนามเป็นตัวจริงในทั้งสองเกมของ Norway ในช่วงหยุดทีมชาติเดือนกันยายน

เขากลับมาอยู่ในทีมหลักของ Arsenal อีกครั้งเมื่อเจอ Nottingham Forest ในวันที่ 13 กันยายน แต่ต้องออกจากสนามอีกครั้งในนาทีที่ 18 โดย Arteta ยืนยันในภายหลังว่าการบาดเจ็บนี้เป็นการกลับมาเป็นซ้ำของปัญหาบาดเจ็บที่ไหล่

Arsenal 2-0 West Ham (4 ตุลาคม)

มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) พลาดเกมถัดไปของ Arsenal ทั้งสามนัดก่อนจะกลับมาเป็นตัวสำรองตอนท้ายเกมเมื่อเจอ Newcastle (นิวคาสเซิล) ในวันที่ 28 กันยายน และจากนั้นลงเล่นเต็มเวลาในเกม Champions League เมื่อเจอ Olympiakos ในวันพุธที่ผ่านมา

แต่เพียงครึ่งชั่วโมงในชัยชนะเหนือ West Ham ในวันเสาร์ เขาต้องถูกเปลี่ยนตัวออกอีกครั้ง ครั้งนี้เพราะการกระแทกที่เข่า มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) ไม่ใช่แค่กัปตันทีมของ Arsenal เท่านั้น แต่เขายังเป็นหัวใจสำคัญของเกมรุกของทีม ความสามารถในการสร้างสรรค์เกม การส่งบอล และการควบคุมจังหวะการเล่นของเขาทำให้ Arsenal มีความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเขาลงเล่น การขาดตัวของ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard)ในหลายเกมของฤดูกาลนี้ได้สร้างความท้าทายให้กับ Arteta ในการหาผู้เล่นที่จะมาทดแทนบทบาทของเขา แม้ว่าทีมจะยังสามารถทำผลงานได้ดีในหลายเกมที่เขาไม่ได้ลงเล่น แต่การมีเขาในสนามจะทำให้ Arsenal มีตัวเลือกในการเล่นที่หลากหลายมากขึ้น การบาดเจ็บซ้ำซากของ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) อาจส่งผลกระทบต่อแผนการของ Arsenal ในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทีมกำลังแข่งขันในหลายรายการทั้ง Premier League, Champions League และถ้วยอื่นๆ Arteta จะต้องหาทางจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างระมัดระวัง ทั้งในแง่ของการใช้งานผู้เล่น การหมุนเวียนทีม และการดูแลสภาพร่างกายของนักเตะ การมีแผนสำรองที่ดีและผู้เล่นที่สามารถก้าวเข้ามาแทนที่ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของทีม ทีมแพทย์ของ Arsenal จะต้องทำการประเมินความรุนแรงของการบาดเจ็บล่าสุดของ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) อย่างละเอียด เพื่อกำหนดระยะเวลาในการพักฟื้นที่เหมาะสม การรีบกลับมาลงเล่นเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำซากได้ ดังที่เห็นจากกรณีของบาดเจ็บที่ไหล่ซึ่งกลับมาเป็นซ้ำ

ความสำคัญของการฟื้นฟูสภาพอย่างถูกต้องและการดูแลสุขภาพของนักเตะอย่างใกล้ชิดจะเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) กลับมามีสภาพร่างกายที่แข็งแรงและพร้อมลงเล่นได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับแฟนบอล Arsenal และตัว มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard)เองคงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการบาดเจ็บครั้งนี้จะไม่รุนแรงมากนัก และเขาจะสามารถกลับมาช่วยทีมได้ในเร็ววัน การมีกัปตันทีมที่แข็งแรงและพร้อมลงเล่นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความทะเยอทะยานของ Arsenal ในฤดูกาลนี้ สถิติที่ไม่น่าภูมิใจนี้ของ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) เป็นเพียงบทพิสูจน์ถึงความโชคร้ายที่เขาต้องเผชิญในช่วงต้นฤดูกาล แต่ด้วยความสามารถและความมุ่งมั่นของเขา เชื่อว่าเขาจะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และกลับมาเป็นผู้นำ Arsenal สู่ความสำเร็จได้อีกครั้ง

โอเดนการ์ด ยังรั้งกัปตันอาร์เซนอล ด้วยความมั่นใจจากพี่ต้า

ผู้จัดการทีมมิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) เปิดเผยว่า มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Odegaard) ได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากทั้งนักเตะและเจ้าหน้าที่ให้คงตำแหน่งกัปตัน อาร์เซนอล (Arsenal) ในฤดูกาลนี้ต่อไป แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์จากตำนานสโมสรอย่าง โทนี่ อดัมส์ (Tony Adams) โทนี่ อดัมส์ (Adams) อดีตกัปตันทีมที่นำ กันเนอร์ส (Gunners) คว้าแชมป์ลีก 4 สมัยในช่วง 19 ปีของอาชีพการเล่น ได้แสดงความเห็นว่า เดคลาน ไรซ์ (Declan Rice) กองกลางทีมชาติ อังกฤษ (England) วัย 26 ปี ควรจะได้รับปลอกแขนกัปตันในฤดูกาลนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 อย่างไรก็ตาม อาร์เตต้า (Arteta) เผยว่า โอเดนการ์ด (Odegaard) กองกลางชาว นอร์เวย์ (Norway) วัย 26 ปี ได้รับเสียงสนับสนุนเป็นเอกฉันท์หลังจากที่เขาได้จัดให้มีการลงคะแนนเลือกกัปตัน "ความเห็นของผมชัดเจน และนั่นไม่ใช่แค่ความเห็นของผมเพียงคนเดียว แต่เป็นของเจ้าหน้าที่ทุกคนและโดยเฉพาะนักเตะด้วย" ผู้จัดการทีม อาร์เซนอล (Arsenal) กล่าว

"ผมขอให้พวกเขาลงคะแนนเลือกกัปตัน และผมได้ผลลัพธ์เมื่อวานนี้ ด้วยคะแนนเต็ม ด้วยระยะห่างมหาศาล 100 ไมล์ ทุกคนเลือกคนเดียวกัน คือ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Odegaard) และนั่นเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดที่คุณจะได้เห็น"

"นั่นคือสิ่งที่พวกเขารู้สึกเกี่ยวกับว่าใครควรจะเป็นกัปตันของพวกเขา เพื่อป้องกัน พัฒนา และชนะในเกมที่เราต้องการชนะ ดังนั้นผมคิดว่าไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้"

ย้อนความหลัง ตั้งแต่ก้าวเข้าซุ้มปืน จนถึงการได้เป็นกัปตันทีม

มาร์ติน โอเดนการ์ กัปตัน

กองกลาง โอเดนการ์ด (Odegaard) ได้ดำรงตำแหน่งกัปตัน อาร์เซนอล (Arsenal) มาตั้งแต่ปี 2022 แต่ทีมของเขายังไม่สามารถคว้าถ้วยรางวัลใด ๆ ได้ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจบอันดับ 2 ในศึก พรีเมียร์ลีก (Premier League) 3 ฤดูกาลติดต่อกัน การที่ อาร์เซนอล (Arsenal) ยังไม่สามารถคว้าแชมป์ได้นั้น ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นผู้นำของ โอเดนการ์ด (Odegaard) โดยเฉพาะจากผู้สนับสนุนบางส่วนที่เห็นว่า ไรซ์ (Rice) ที่มีประสบการณ์มากกว่าในฐานะนักเตะทีมชาติ อังกฤษ (England) อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ว่า โอเดนการ์ด (Odegaard) ได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากเพื่อนร่วมทีม แสดงให้เห็นถึงความเคารพและความไว้วางใจที่นักเตะมีต่อเขา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับตำแหน่งกัปตันทีม

การลงทุนในตลาดซื้อขายรอบนี้ของ ทีมไอ้ปืนใหญ่

กันเนอร์ส (Gunners) ได้ใช้เงินประมาณ 190 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์นี้ เพื่อพยายามคว้าแชมป์ครั้งใหญ่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่พวกเขายกถ้วย เอฟเอ คัพ (FA Cup) ในปี 2020 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกของ อาร์เตต้า (Arteta) ในฐานะผู้จัดการทีม หนึ่งในการซื้อขายสำคัญคือการคว้าตัว วิคตอร์ เยอเคเรส (Viktor Gyokeres) กองหน้าค่าตัว 64 ล้านปอนด์ ทาง อาร์เซนอล (Arsenal) หวังว่าประตูของเขาจะสร้างความแตกต่างที่สำคัญในเทอมนี้ อาร์เตต้า (Arteta) กล่าวว่าพวกเขากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อนำเอาศักยภาพที่ดีที่สุดออกมาจาก วิคตอร์ เยอเคเรส (Viktor Gyokeres) กองหน้าชาว สวีเดน (Sweden) วัย 27 ปี หลังจากการย้ายมาจาก สปอร์ติ้ง (Sporting) ที่ใช้เวลานาน "เราจะทำทุกอย่าง" โค้ชชาว สเปน (Spain) เสริม โดยเขายังจะมี มาร์tin ซูบิเมนดี้ (Martin Zubimendi) กองกลางค่าตัว 60 ล้านปอนด์ ที่พร้อมลงสนามในเกมเปิดฤดูกาลเยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) วันอาทิตย์ "ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจตัวนักเตะและปรับสภาพแวดล้อมให้เขาสามารถแสดงศักยภาพอันเหลือเชื่อของเขาได้ นั่นจะเป็นสิ่งสำคัญ และสิ่งที่ดีคือมีนักเตะหลายคน กองหน้าหลายคน ที่มาจากลีกต่าง ๆ มายัง พรีเมียร์ลีก (Premier League) และประสบความสำเร็จ"

"และสิ่งที่เราต้องทำคือสร้างบริบทที่เหมาะสมให้ วิคตอร์ เยอเคเรส (Viktor Gyokeres) ทำในสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด ซึ่งก็คือการทำประตู" ด้วยการลงทุนครั้งใหญ่และความคาดหวังที่สูงขึ้น อาร์เซนอล (Arsenal) จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาสามารถแปลงการลงทุนให้เป็นความสำเร็จบนสนามได้ โดยการมี โอเดนการ์ด (Odegaard) เป็นกัปตันที่ได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากทีม จะเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการไล่ล่าแชมป์ในฤดูกาลนี้ การที่ อาร์เตต้า (Arteta) เลือกที่จะให้นักเตะและเจ้าหน้าที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องกัปตันทีม แสดงให้เห็นถึงแนวทางการบริหารทีมที่เน้นประชาธิปไตยและให้ความสำคัญกับความเห็นของทุกคนในทีม ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จในฤดูกาลใหม่ ความท้าทายหลักสำหรับ โอเดนการ์ด (Odegaard) และ อาร์เซนอล (Arsenal) ในฤดูกาลนี้ คือการแปลงการสนับสนุนและความไว้วางใจให้เป็นผลงานที่จับต้องได้บนสนาม โดยเฉพาะการคว้าถ้วยรางวัลครั้งใหญ่ที่แฟน ๆ รอคอยมานาน ซึ่งแน่นอนว่าความคาดหวังสูงสุดก็คือ ถ้วยรางวัล แม้ว่าที่ผ่านมา ฟอร์มการเล่นของ ทีม อาร์เซน่อล นั้นจะทำได้อย่างโดดเด่นมากๆ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่จับต้องได้อย่างถ้วยรางวัล นั้น ก็เป็นเรื่องสำคัญต่อการการันตีเช่นกัน ฤดูกาลที่ผ่านมา แม้ว่าในพรีเมียร์ลีก อาร์เซน่อล จะจบเป็นรองแชมป์ พรีเมียร์ลีก ก็ตาม แต่ถ้าหันไปมองเพื่อนร่วมเมือง ลอนดอน ไม่ว่าจะเป็น เชลซี,สเปอร์ หรือแม้กระทั่ง คริสตัล พาเลซ ต่างคว้าถ้วยรางวัลกันได้ทุกทีม กลายเป็น แฟนอาร์เซน่อล ต้องกลายเป็นทีมที่ถูกแซะ จากบรรดาทีมเพื่อนร่วมเมืองไปโดยปริยาย

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
callcenter sbobet