อาร์เซน่อล ระส่ำ! “เยอเคเรส” เจ็บแฮมสตริง ส่อชวดช่วยทีมบู๊ สเปอร์ส เกม พรีเมียร์ลีก

สโมสร อาร์เซน่อล (Arsenal) ต้องเจอกับข่าวร้ายอีกครั้ง หลังจากกองหน้าตัวใหม่อย่าง วิคตอร์ เยอเคเรส  (Viktor Gyokeres) มีอาการบาดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อ แฮมสตริง และอาจหมดสิทธิ์ลงช่วยทีมในเกมสุดสัปดาห์นี้ บนเวที พรีเมียร์ลีก (Premier League) หัวหอกทีมชาติ สวีเดน (Sweden) รายนี้ กำลังอยู่ในช่วงปรับตัวกับชีวิตใหม่ในสีเสื้อของ อาร์เซน่อล โดยผลงานของเขายังขึ้น ๆ ลง ๆ ทำให้ได้รับเสียงวิจารณ์พอสมควร ทั้งในเรื่องสถิติการทำประตู รวมไปถึงฟอร์มการเล่นโดยรวมในสนาม แม้ช่วงก่อนหน้านี้เขาจะฟอร์มฝืด ยิงไม่ได้ติดต่อกันถึง 5 นัดใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) แต่ เยอเคเรส ก็กลับมายิงประตูได้สำเร็จในเกมบุกไปเยือน เบิร์นลีย์ (Burnley) เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน จากลูกโหม่งที่ช่วยให้ อาร์เซน่อล ขึ้นนำ อย่างไรก็ตาม หลังจบครึ่งแรก เขากลับต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม เนื่องจากมีอาการเจ็บบริเวณต้นขาด้านหลัง โดยมี มิเกล เมริโน่ (Mikel Merino) ลงมาเล่นแทนในครึ่งหลัง ไม่นานหลังจากนั้น มีการยืนยันว่า วิคตอร์ เยอเคเรส (Viktor Gyokeres) ไม่มีชื่อในทีมชาติ สวีเดน (Sweden) สำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก สองนัดสุดท้าย ในช่วงโปรแกรมทีมชาติเดือนนี้การที่เขาถูกดร็อปจากทีมชาติ ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า อาการบาดเจ็บดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย และทีมแพทย์ของ อาร์เซน่อล ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

อาร์เตต้า กังวลหนัก หลังลูกทีมเริ่มเจ็บกันระนาว

วิคตอร์ เยอเคเรส เจ็บอดเจอสเปอร์

กุนซือของ อาร์เซน่อล อย่าง มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ออกมายอมรับว่า เขารู้สึกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับอาการของลูกทีมคนสำคัญรายนี้ โดยหลังจบเกมที่ อาร์เซน่อล เปิดบ้านถล่ม สลาเวีย ปราก (Slavia Prague) 3-0 เขาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “ผมกังวลนะ เพราะเขาไม่ค่อยมีประวัติบาดเจ็บกล้ามเนื้อ แต่เขาต้องขอเปลี่ยนตัวออกจากสนามเอง ซึ่งนั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย
เขาบอกว่ารู้สึกถึงอะไรบางอย่าง  และสำหรับนักเตะประเภทที่ต้องใช้ความระเบิดพลังสูงแบบเขา มันยิ่งน่าห่วงเข้าไปอีก  ตอนนี้เรากำลังพยายามตรวจเช็กอย่างละเอียด เพื่อดูว่าอาการมันร้ายแรงแค่ไหน แล้วเราจะอัปเดตให้ทราบอีกครั้งเมื่อมีข้อมูลชัดเจนมากกว่านี้” คำพูดของ อาร์เตต้า (Arteta) ทำให้แฟนบอล “ปืนใหญ่” เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ เพราะนี่คือช่วงสำคัญของฤดูกาลที่ทีมต้องลงแข่งขันถี่ และต้องเจอกับคู่แข่งระดับหนักทุกนัด จากรายงานของสื่อดังอย่าง FourFourTwo ระบุว่า เกมสุดสัปดาห์นี้ อาจเร็วเกินไปสำหรับการกลับมาของ วิคตอร์ เยอเคเรส (Viktor Gyokeres) อย่างไรก็ตาม มีข่าวดีเล็กน้อยคือ หากไม่มีอาการแทรกซ้อน เขายังมีลุ้นกลับมาลงสนามได้ในช่วงสุดสัปดาห์ถัดไป ซึ่งจะขึ้นอยู่กับผลการสแกนและการฟื้นฟูสภาพร่างกายเป็นหลัก ปัญหาของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ไม่ได้มีแค่เรื่องของ เยอเคเรส เท่านั้น เพราะตอนนี้ อาร์เซน่อล มีนักเตะบาดเจ็บหลายราย โดยเฉพาะในแนวรับ หนึ่งในนั้นคือ กาเบรียล มากัลเญส (Gabriel Magalhães) เซ็นเตอร์แบ็กตัวหลักของทีม ที่ได้รับบาดเจ็บต้นขา จากเกมทีมชาติ บราซิล (Brazil) พบกับ เซเนกัล (Senegal) เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ที่น่าแปลกก็คือ เกมนัดดังกล่าว ดันมาแข่งกันที่สนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม (Emirates Stadium) รังเหย้าของ อาร์เซน่อล เองอีกด้วย และคาดว่า กาเบรียล จะต้องพักอย่างน้อย 1 เดือนเต็ม

นอกจากนี้ยังมีนักเตะตัวหลักที่เข้า “ห้องพยาบาล” แล้วหลายราย ได้แก่  มาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Odegaard) ,  ไค ฮาแวร์ตซ์ (Kai Havertz) , กาเบรียล เชซุส (Gabriel Jesus) , โนนี่ มาดูเอเก้ (Noni Madueke) รวมถึงสองแนวรับอย่าง   เยอร์เรียน ทิมเบอร์  (Jurrien Timber) และ   ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่ (Riccardo Calafiori) ที่ได้รับการกระแทกและบาดเจ็บเล็กน้อยจากช่วงโปรแกรมทีมชาติ ซึ่งยังต้องรอประเมินอาการต่อไป

 

ศึกดาร์บี้ ลอนดอนเหนือ อีกหนึ่งงานหนักที่รอพวกเขาอยู่

ขณะที่สถานการณ์อาการบาดเจ็บยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อาร์เซน่อล มีคิวต้องลงสนามในเกมใหญ่ “ศึกดาร์บี้ ลอนดอนเหนือ” กับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ในวันอาทิตย์นี้

การแข่งขันจะจัดขึ้นที่สนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม (Emirates Stadium) ซึ่งนอกจากจะเป็นเกมแห่งศักดิ์ศรีแล้ว ยังมีความสำคัญอย่างมากต่อการลุ้นอันดับในตาราง พรีเมียร์ลีก (Premier League) และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสัปดาห์ที่หนักหน่วง เพราะหลังจากนั้น อาร์เซน่อล จะต้องเจอกับสองเกมใหญ่ติดกันคือ  เกมพบกับ บาเยิร์น มิวนิค (Bayern Munich) ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก  และตามด้วยเกมในพรีเมียร์ลีกกับ เชลซี (Chelsea) สถานการณ์นี้ถือว่าเป็นบททดสอบสำคัญของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) อย่างแท้จริง ว่าเขาจะสามารถพาทีมผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อมีเกมใหญ่รออยู่แทบทุกนัดในเดือนนี้

ป้ายโฆษณาตัวป่วน วิธีการอันแยบยล ที่ ซันเดอร์แลนด์ ใช้ได้ผลกับ อาร์เซน่อล

เมื่อ Sunderland ทีมม้ามืดแห่งฤดูกาลนี้สร้างความประหลาดใจด้วยการเสมอ Arsenal 2-2 ในศึก Premier League เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลายคนต่างตั้งคำถามว่าทีมที่ถูกคาดหมายว่าจะตกชั้นก่อนฤดูกาลเริ่มต้น สามารถหยุดยั้งทีมจ่าฝูงที่กำลังมาแรงที่สุดในลีกได้อย่างไร คำตอบนั้นอยู่ที่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดของ Regis le Bris (เรจิส เลอ บรีส) ผู้จัดการทีมชาว Sunderland Arsenal (อาร์เซนอล) เดินทางมายัง Stadium of Light ด้วยฟอร์มที่น่าเกรงขามอย่างยิ่ง พวกเขากำลังมองหาชนะติดต่อกันเป็นเกมที่ 11 และพร้อมที่จะทำสถิติคลีนชีตติดต่อกันเป็นนัดที่ 9 ซึ่งจะเป็นสถิติใหม่ของสโมสร หากพวกเขาชนะในเกมนี้ จะทำให้ขยับห่างจากทีมรองจ่าฝูงไปถึง 8 แต้มในตอนท้ายวัน

แต่ Sunderland (ซันเดอร์แลนด์) ที่กำลังนั่งอยู่ในโซนยุโรปอย่างน่าประหลาดใจ ไม่ได้มีแผนจะให้ Arsenal (อาร์เซนอล) ทำสิ่งเหล่านั้นได้ง่ายๆ ภายใต้การนำของ Regis le Bris (เรจิส เลอ บรีส) Sunderland (ซันเดอร์แลนด์) ได้วางแผนอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อหยุดยั้งเครื่องจักรรุกของ Arsenal (อาร์เซนอล)

กลยุทธ์ป้ายโฆษณา กับ ไอเดียอัจฉริยะ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เข้าถึงรายละเอียด

ซันเดอร์แลนด์ 2-2 อาร์เซน่อล

หนึ่งในกลยุทธ์ที่น่าสนใจที่สุดของ Sunderland (ซันเดอร์แลนด์) คือการเคลื่อนย้ายป้ายโฆษณารอบสนามให้เข้ามาใกล้เส้นข้างสนามมากกว่าปกติ สิ่งนี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันมีผลกระทบอย่างมากต่อหนึ่งในอาวุธที่ Arsenal (อาร์เซนอล) ใช้อย่างมีประสิทธิภาพในฤดูกาลนี้ Arsenal (อาร์เซนอล) ในฤดูกาลนี้ไม่ได้เล่นแบบครอบครองลูกและส่งบอลสั้นอย่างเดียวเหมือนในอดีต พวกเขาได้พัฒนาเกมที่ตรงไปตรงมามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสถานการณ์ลูกตาย การโยนลูกเข้าไกลก็กลายเป็นอาวุธสำคัญของพวกเขาเช่นกัน ด้วยการเคลื่อนป้ายโฆษณาเข้ามาใกล้มากขึ้น Sunderland (ซันเดอร์แลนด์) ได้จำกัดพื้นที่ที่ผู้เล่น Arsenal (อาร์เซนอล) จะใช้วิ่งเพื่อสร้างโมเมนตัมในการโยนลูกเข้าไกล นี่คือการวางแผนที่ละเอียดถึงรายละเอียดเล็กๆ ที่สามารถสร้างความแตกต่างได้ เมื่อถูกถามหลังเกมว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่ Regis le Bris (เรจิส เลอ บรีส) กล่าวว่า "เราพยายามค้นหารายละเอียดต่างๆ เพื่อชนะเกม พวกเขาแข็งแกร่งมากในสถานการณ์ลูกตาย เราก็เก่งเช่นกัน และภัยคุกคามนี้มีความสำคัญมากสำหรับเกมนี้ และในที่สุดมันก็สมดุลกัน" กลยุทธ์นี้ได้ผลอย่างมาก Sunderland (ซันเดอร์แลนด์) สามารถจำกัด Arsenal (อาร์เซนอล) ให้ได้มุมเพียงแค่ 2 ครั้งตลอดเกม ซึ่งเท่ากับจำนวนมุมที่ Sunderland (ซันเดอร์แลนด์) ได้เอง นี่เป็นตัวเลขที่น่าทึ่งมาก เมื่อเทียบกับว่า Arsenal (อาร์เซนอล) มักจะครอบงำเกมและได้มุมมากกว่าฝ่ายตรงข้ามอย่างมาก การที่ Sunderland (ซันเดอร์แลนด์) สามารถลดจำนวนมุมของ Arsenal (อาร์เซนอล) ลงได้นั้น แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้แค่ป้องกันดี แต่ยังสามารถควบคุมเกมและไม่ให้ Arsenal (อาร์เซนอล) สร้างสถานการณ์อันตรายได้ตามต้องการ แต่กลยุทธ์ของ Sunderland (ซันเดอร์แลนด์) ไม่ได้จบแค่การป้องกันเท่านั้น พวกเขายังมีแผนการโจมตีที่ชัดเจน นำโดย Granit Xhaka (กรานิต ชาก้า) กัปตันทีมผู้ทรงคุณค่า ซึ่งเคยเล่นให้กับ Arsenal (อาร์เซนอล) มาก่อน

Xhaka (ชาก้า) ดูเหมือนจะมีความสุขอย่างยิ่งที่ได้กลับมารบกวนทีมเก่าของเขา เขานำทีม Sunderland (ซันเดอร์แลนด์) ด้วยการเล่นที่ก้าวร้าวและกล้าเข้าดวลมาตั้งแต่นัดแรก พวกเขาไม่กลัวที่จะเข้าประชิดตัวและกดดันผู้เล่น Arsenal (อาร์เซนอล) ตลอดเกม การเล่นที่ก้าวร้าวนี้ทำให้ Arsenal (อาร์เซนอล) รู้สึกไม่สบายและไม่สามารถเล่นเกมของตัวเองได้อย่างราบรื่นเหมือนที่เคยทำมา Sunderland (ซันเดอร์แลนด์) ไม่ได้มาเพื่อเล่นเชิงรับอย่างเดียว แต่พวกเขามีแผนที่จะสร้าง "ความโกลาหล" ให้กับเกมของ Arsenal (อาร์เซนอล)

แดน บัลลาร์ด ผู้ทำลายสถิติคลีนชีต ของ ไอ้ปืนใหญ่ กับกฏยิงประตูทีมเก่า

ความพยายามของ Sunderland (ซันเดอร์แลนด์) ได้รับรางวัลในครึ่งแรก เมื่อ Dan Ballard (แดน บัลลาร์ด) ทำประตูให้ทีมขึ้นนำ 1-0 นี่เป็นประตูแรกที่ Arsenal (อาร์เซนอล) เสียตั้งแต่เดือนกันยายน ทำลายสถิติคลีนชีตติดต่อกันที่พวกเขาสร้างมาประตูนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขบนกระดานคะแนน แต่มันยังเป็นการส่งสัญญาณว่า Arsenal (อาร์เซนอล) ไม่ได้แกร่งกล้าอย่างที่คิดเสมอไป และ Sunderland (ซันเดอร์แลนด์) มีความสามารถที่จะท้าทายทีมใหญ่ๆ ได้ แม้จะตามหลังอยู่ แต่ Arsenal (อาร์เซนอล) ก็แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของทีมจ่าฝูง พวกเขาสามารถกลับมาทำประตูได้ 2 ลูกในครึ่งหลัง พลิกสกอร์เป็น 2-1 นำ ในช่วงเวลานั้น ดูเหมือนว่า Arsenal (อาร์เซนอล) จะสามารถควบคุมเกมและเอาชนะไปได้ตามคาด แต่ Sunderland (ซันเดอร์แลนด์) ไม่ได้ยอมแพ้ง่ายๆ แม้จะตามหลังอยู่ Sunderland (ซันเดอร์แลนด์) ก็ยังคงบุกหน้าอย่างกล้าหาญ พวกเขาเชื่อว่าสามารถทำประตูเสมอได้ และความเชื่อนั้นก็กลายเป็นจริง ในนาทีที่ 4 ของเวลาทดเวลาบาดเจ็บ Brian Brobbey (ไบรอัน บรอบเบย์) ได้ทำประตูอันน่าทึ่งด้วยการตีโพสต์จากลูกบอลที่ถูกชิปเข้ามาในกรอบเขตโทษและถูกโหม่งต่อมายังริมเขตหกหลา ประตูนี้ทำให้เกิดฉากการเฉลิมฉลองอย่างดุเดือดทั้งบนสนามและบนอัฒจรรย์ Sunderland (ซันเดอร์แลนด์) ได้แต้มอันมีค่ามาครอง และแฟนบอล Arsenal (อาร์เซนอล) ทั่ว England (อิงแลนด์) คงจะไม่พอใจกับผลการแข่งขันนี้ การเสมอกันนี้มีความหมายมากกว่าแค่หนึ่งแต้มสำหรับ Sunderland (ซันเดอร์แลนด์) มันเป็นการพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ใช่แค่ทีมที่โชคดีที่อยู่ในโซนยุโรป แต่เป็นทีมที่มีคุณภาพและสามารถแข่งขันกับทีมใหญ่ๆ ได้จริงๆ สำหรับ Arsenal (อาร์เซนอล) การทำแต้มตกนี้อาจมีผลกระทบต่อการแข่งขันแชมป์ พวกเขาพลาดโอกาสที่จะขยับห่างจากทีมรองจ่าฝูงไปถึง 8 แต้ม และยังเสียสถิติคลีนชีตที่พวกเขาสร้างมาอีกด้วย เกมนี้แสดงให้เห็นว่าในฟุตบอล รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สามารถสร้างความแตกต่างได้มาก การวางแผนที่ดี การศึกษาจุดอ่อนของคู่แข่ง และการใช้ทุกกลยุทธ์ที่อยู่ในกรอบกติกาเพื่อได้เปรียบ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมเล็กๆ สามารถท้าทายทีมใหญ่ได้ Regis le Bris (เรจิส เลอ บรีส) และ Sunderland (ซันเดอร์แลนด์) ได้แสดงให้เห็นว่าด้วยการเตรียมตัวที่ดี ความกล้าหาญ และความเชื่อมั่น ทีมไหนก็สามารถสร้างผลงานที่น่าประหลาดใจได้ในฤดูกาลนี้ของ Premier League (พรีเมียร์ ลีก)

ดาวรุ่งวัย 15 ผู้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้ อาร์เซนอล

ในโลกฟุตบอลที่เต็มไปด้วยแรงกดดันและการแข่งขันสูงสุดระดับอาชีพ การเห็นเด็กวัยเพียง 15 ปี เดินลงสนามในเกมถ้วยใหญ่ของอังกฤษอาจฟังดูเกินจริง แต่สำหรับ แม็กซ์ ดาวแมน (Max Dowman) ปีกดาวรุ่งของอาร์เซนอล ทุกอย่างกลับ “เป็นเรื่องธรรมดา” — อย่างที่ผู้จัดการทีม มิเกล อาร์เตตา (Mikel Arteta) กล่าวไว้

อีกหนึ่งวัน…อีกหนึ่งสถิติใหม่

เพียงไม่กี่เดือนหลังจากกลายเป็นนักเตะอาร์เซนอลอายุน้อยที่สุดอันดับ 2 ที่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก (รองจากอีธาน นวาเนรี) ดาวแมนก็จารึกชื่ออีกครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสร

ในวัยเพียง 15 ปี กับอีก 302 วัน เขากลายเป็นนักเตะอาร์เซนอลที่ “อายุน้อยที่สุด” ที่ได้ลงสนามเป็น ตัวจริง ในเกมอีเอฟแอล คัพ ที่พบกับไบรท์ตัน — และไม่ได้ลงแค่เพื่อเก็บประสบการณ์ แต่ “เฉิดฉาย” ในเกมจริงอย่างแท้จริง

อาร์เตตา: “เขาไม่ตื่นสนาม เขาแค่ยิ้มเบา ๆ แล้วเล่นฟุตบอลของเขา”

มิเกล อาร์เตตา เปิดเผยหลังเกมด้วยรอยยิ้มว่า ช่วงที่เขาบอกข่าวกับเด็กหนุ่มว่ากำลังจะได้ลงเป็นตัวจริง สิ่งที่เห็นจากดาวแมนคือเพียง “รอยยิ้มบาง ๆ เท่านั้น

“ทุกอย่างสำหรับเขามันเป็นธรรมชาติหมด เขาไม่ได้ตื่นเต้นเกินไป หรือรู้สึกว่ามันพิเศษเกินไป เขาแค่ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด — เล่นฟุตบอลด้วยความกล้าและมุ่งมั่น”
มิเกล อาร์เตตา

ดาวแมนแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจเกินวัย เขาเลี้ยงบอลผ่านผู้เล่นระดับพรีเมียร์ลีกได้อย่างไม่เกรงกลัว หนึ่งในจังหวะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการดวลกับ ดิเอโก้ โกเมซ ของไบรท์ตัน ที่ถึงกับต้อง “ตั้งหลัก” เพื่อไล่ตามเด็กวัย 15 คนนี้

ตัวเลขที่ไม่ธรรมดา

แม็กซ์ ดาวแมน ไม่ได้แค่ “ลงเล่น” แต่ยัง โดดเด่นที่สุดในสนาม ในหลายสถิติสำคัญ:

  • เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งมากที่สุดในเกม (5 ครั้ง)

  • ถูกทำฟาวล์มากที่สุด (4 ครั้ง)

  • ชนะการดวลตัวต่อตัวมากที่สุด (9 ครั้ง)

สถิติที่น่าทึ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในเกมที่อาร์เตตาทำการ “โรเตชัน” ทีมถึง 10 ตำแหน่ง และส่งดาวรุ่งถึง 4 คนลงสนาม รวมถึง อังเดร แฮร์ริแมน-แอนนัส ที่ได้ประเดิมสนามเช่นกัน

ฝันที่เริ่มต้นเร็วกว่าที่ใครคิด

ดาวแมนเริ่มซ้อมกับทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี และสร้างความประทับใจให้ทีมสตาฟฟ์และเพื่อนร่วมทีมตั้งแต่ช่วงทัวร์ปรีซีซันที่ผ่านมา

เขาเปิดตัวในพรีเมียร์ลีกเกมถล่มลีดส์ ยูไนเต็ด 5-0 เมื่อเดือนสิงหาคม และตั้งแต่นั้นมา ชื่อของ “แม็กซ์ ดาวแมน” ก็กลายเป็นหนึ่งในความหวังใหม่ของสโมสรในยุคที่อาร์เซนอลให้โอกาสดาวรุ่งมากกว่าทีมใดในอังกฤษ

อาร์เตตา กับ “ดีเอ็นเอแห่งโอกาส”

หลังเกม อาร์เตตาพูดถึงความรู้สึกของการได้ส่งเด็กลงสนามในเกมใหญ่ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

“ความรู้สึกของการได้ให้โอกาสใครสักคนได้เติมเต็มความฝันของเขา มันเป็นสิ่งที่พิเศษจริง ๆ และผมดีใจที่คืนนี้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบ — ทั้งผลการแข่งขันและหัวใจของพวกเขา”

อนาคตที่รออยู่ข้างหน้า

แม็กซ์ ดาวแมน คือผลผลิตของระบบเยาวชนที่แข็งแกร่งที่สุดระบบหนึ่งในยุโรป
เขามีทักษะเฉพาะตัว ความมั่นใจที่สงบนิ่ง และความเข้าใจเกมเหนือวัย

คืนนี้เขาได้สร้างชื่อในฐานะ “นักเตะอายุ 15 ที่ลงเล่นได้อย่างผู้ใหญ่เต็มตัว”
แต่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า — เขาอาจไม่ใช่แค่ดาวรุ่งของอาร์เซนอล แต่คือ “ซูเปอร์สตาร์คนใหม่” ของวงการฟุตบอลอังกฤษ

กัปตันผู้โชคร้าย โอเดนการ์ด กับสถิติอาการบาดเจ็บที่ไม่น่าจดจำ

เพียงสามวันหลังจากการแสดงที่ "ยอดเยี่ยม" ในศึก Champions League เมื่อเจอ Olympiakos สถานการณ์กลับไม่เป็นไปในทางที่ดีอีกครั้งสำหรับ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) กัปตันทีม Arsenal (อาร์เซนอล) สร้างประวัติศาสตร์ในชัยชนะ 2-0 เหนือ West Ham (เวสต์แฮม) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เมื่อเขาต้องถูกเปลี่ยนตัวออกหลังเล่นไปเพียง 30 นาที กลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ Premier League (พรีเมียร์ลีก) ที่ถูกเปลี่ยนตัวออกก่อนครึ่งเวลาในการลงเล่นติดต่อกันสามนัดติดต่อกันนี่เป็นช่วงเวลาที่น่าหงุดหงิดของช่วงต้นฤดูกาลสำหรับกองกลางวัย 26 ปีชาว Norway (นอร์เวย์) ผู้ซึ่งต้องออกจากสนามก่อนเวลาในเกมชนะ Leeds (ลีดส์) และ Nottingham Forest (น็อตติงแฮม ฟอเรสต์) เช่นกัน

ปัญหาบาดเจ็บที่ส่งผลกระทบต่อการค้าแข้งของเขาอย่างไม่จบสิ้น

ในโอกาสก่อนหน้านี้ สาเหตุที่ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) ต้องออกจากสนามก่อนเวลาเป็นเพราะปัญหาบาดเจ็บที่ไหล่ที่ยังไม่หาย แต่ครั้งนี้หลังจากได้รับการคัดเลือกให้ลงเล่นในทีมที่มีแนวรับการเล่นแบบโจมตีจากผู้จัดการทีม Mikel Arteta (มิเกล อาร์เตต้า) เขาต้องถูกเปลี่ยนตัวออกหลังจากเข่าชนกับกองหน้า West Ham อย่าง Crysencio Summerville (คริเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์)

"ผมเพิ่งคุยกับเขามา" Arteta กล่าวหลังจบเกม "เขาไม่มองในแง่บวกเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เขาต้องสวมอุปกรณ์พยุงเข่า เราต้องรอดูจากหมอก่อน แต่เราก็ไม่ได้โชคดีกับเรื่องนี้เท่าไหร่" "เราไม่มีเขาตั้งแต่ต้นฤดูกาลด้วยเหตุผลต่างๆ ไหล่บาดเจ็บสองครั้งแล้วก็บาดเจ็บครั้งนี้" "เราต้องรอดูความรุนแรงของการบาดเจ็บนั้นและเราจะหาทางแก้ไข แต่เห็นได้ชัดว่าเขาคือกัปตันของเราและเป็นนักเตะที่ให้มิติที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่เขาสามารถทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการโจมตี" "เรามารอกันและหวังว่ามันจะไม่แย่ขนาดนั้น"

สถิติที่ไม่อยากให้จดบันทึกของ มาร์ติน โอเดนการ์ด

Arsenal 5-0 Leeds (23 สิงหาคม)

หลังจากลงเล่นครบ 90 นาทีในเกมเปิดสนามของแคมเปญนี้เมื่อเจอ Manchester United (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 38 ของเกมที่สองเมื่อเจอ Leeds หลังจากไปตกกระแทกไหล่อย่างรุนแรง

Arteta กล่าวว่ามันยากที่จะบอกได้ว่าการบาดเจ็บร้ายแรงแค่ไหนทันทีหลังจบเกม และบอกว่าเขาจะถูกส่งไปเอกซเรย์

Arsenal 3-0 Nottingham Forest (13 กันยายน)

มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) กลับมาอยู่ในทีมสำหรับเกมแพ้ 1-0 ให้กับ Liverpool (ลิเวอร์พูล) แปดวันต่อมา โดยลงเล่นให้ใน 20 นาทีสุดท้าย จากนั้นลงสนามเป็นตัวจริงในทั้งสองเกมของ Norway ในช่วงหยุดทีมชาติเดือนกันยายน

เขากลับมาอยู่ในทีมหลักของ Arsenal อีกครั้งเมื่อเจอ Nottingham Forest ในวันที่ 13 กันยายน แต่ต้องออกจากสนามอีกครั้งในนาทีที่ 18 โดย Arteta ยืนยันในภายหลังว่าการบาดเจ็บนี้เป็นการกลับมาเป็นซ้ำของปัญหาบาดเจ็บที่ไหล่

Arsenal 2-0 West Ham (4 ตุลาคม)

มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) พลาดเกมถัดไปของ Arsenal ทั้งสามนัดก่อนจะกลับมาเป็นตัวสำรองตอนท้ายเกมเมื่อเจอ Newcastle (นิวคาสเซิล) ในวันที่ 28 กันยายน และจากนั้นลงเล่นเต็มเวลาในเกม Champions League เมื่อเจอ Olympiakos ในวันพุธที่ผ่านมา

แต่เพียงครึ่งชั่วโมงในชัยชนะเหนือ West Ham ในวันเสาร์ เขาต้องถูกเปลี่ยนตัวออกอีกครั้ง ครั้งนี้เพราะการกระแทกที่เข่า มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) ไม่ใช่แค่กัปตันทีมของ Arsenal เท่านั้น แต่เขายังเป็นหัวใจสำคัญของเกมรุกของทีม ความสามารถในการสร้างสรรค์เกม การส่งบอล และการควบคุมจังหวะการเล่นของเขาทำให้ Arsenal มีความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเขาลงเล่น การขาดตัวของ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard)ในหลายเกมของฤดูกาลนี้ได้สร้างความท้าทายให้กับ Arteta ในการหาผู้เล่นที่จะมาทดแทนบทบาทของเขา แม้ว่าทีมจะยังสามารถทำผลงานได้ดีในหลายเกมที่เขาไม่ได้ลงเล่น แต่การมีเขาในสนามจะทำให้ Arsenal มีตัวเลือกในการเล่นที่หลากหลายมากขึ้น การบาดเจ็บซ้ำซากของ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) อาจส่งผลกระทบต่อแผนการของ Arsenal ในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทีมกำลังแข่งขันในหลายรายการทั้ง Premier League, Champions League และถ้วยอื่นๆ Arteta จะต้องหาทางจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างระมัดระวัง ทั้งในแง่ของการใช้งานผู้เล่น การหมุนเวียนทีม และการดูแลสภาพร่างกายของนักเตะ การมีแผนสำรองที่ดีและผู้เล่นที่สามารถก้าวเข้ามาแทนที่ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของทีม ทีมแพทย์ของ Arsenal จะต้องทำการประเมินความรุนแรงของการบาดเจ็บล่าสุดของ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) อย่างละเอียด เพื่อกำหนดระยะเวลาในการพักฟื้นที่เหมาะสม การรีบกลับมาลงเล่นเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำซากได้ ดังที่เห็นจากกรณีของบาดเจ็บที่ไหล่ซึ่งกลับมาเป็นซ้ำ

ความสำคัญของการฟื้นฟูสภาพอย่างถูกต้องและการดูแลสุขภาพของนักเตะอย่างใกล้ชิดจะเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) กลับมามีสภาพร่างกายที่แข็งแรงและพร้อมลงเล่นได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับแฟนบอล Arsenal และตัว มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard)เองคงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการบาดเจ็บครั้งนี้จะไม่รุนแรงมากนัก และเขาจะสามารถกลับมาช่วยทีมได้ในเร็ววัน การมีกัปตันทีมที่แข็งแรงและพร้อมลงเล่นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความทะเยอทะยานของ Arsenal ในฤดูกาลนี้ สถิติที่ไม่น่าภูมิใจนี้ของ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) เป็นเพียงบทพิสูจน์ถึงความโชคร้ายที่เขาต้องเผชิญในช่วงต้นฤดูกาล แต่ด้วยความสามารถและความมุ่งมั่นของเขา เชื่อว่าเขาจะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และกลับมาเป็นผู้นำ Arsenal สู่ความสำเร็จได้อีกครั้ง

มาร์ตินเนลลี ซูเปอร์ฮีโร่ ยิงทดเจ็บเซฟปืนใหญ่สำเร็จ

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้จะยังไม่สามารถแปลงให้เป็นแชมป์ได้ แต่ อาร์เซนอล (Arsenal) ก็สามารถเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่แพ้ในห้าเกมล่าสุดที่พบกัน และเอาชนะได้ในสองครั้งล่าสุดที่เยือนสนามเอมิเรตส์ กวาร์ดิโอลา (Guardiola) พยายามใช้ยุทธวิธีเดียวกับอาร์เตตา (Arteta) ด้วยการเล่นแบบอนุรักษ์นิยมอย่างมากเพื่อรักษาประตูต้นของฮาแลนด์ (Haaland) แต่เช่นเดียวกับเกมที่เจอ แอธเลติก บิลเบา (Athletic Club) มาร์ตินเนลลี (Martinelli) ได้เข้ามาจากม้านั่งสำรองเพื่อช่วยเหลือ ปืนใหญ่ (gunners) ให้เสมอ 1-1 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ไม่มีใครดีใจมากไปกว่า ลิเวอร์พูล (Liverpool) ที่เริ่มขยับห่างออกไป ด้วยการสนับสนุนจากแฟนบอลในสนามเอมิเรตส์ที่เร่าร้อนตั้งแต่ก่อนที่ลูกฟุตบอลจะเข้าสู่การเล่น อาร์เซนอล ได้ลงสนามด้วยความรู้สึกเหมือนเป็นตัวเต็ง และมีความตั้งใจชัดเจนที่จะส่งต่อความรู้สึกนั้น พวกเขาครองบอลได้อย่างครอบงำ และที่สำคัญกว่านั้น การกดตั้งแต่หลังจากเสียบอลไม่ให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สามารถส่งบอลต่อกันได้ ทำให้ทีมของกวาร์ดิโอลาไม่สามารถผลักดันเกมไปข้างหน้าได้ บทสรุปของเกมดูเหมือนจะถูกกำหนดตั้งแต่ช่วงแรก แต่ในนาทีที่ 8 ฮาแลนด์ ได้สร้างความชัดเจนให้กับลูกบอลที่ถูกแย่งชิงในกลางสนาม ซึ่งเขาเองก็จบท้ายด้วยการทำประตูแบบตัวต่อตัวกับ เดวิด รายา (David Raya) เพื่อทำประตูที่ 7 ของฤดูกาล และขณะเดียวกันก็พิสูจน์ตัวเองหลังจากถูกล้อเลียนในฤดูกาลที่ผ่านมาเมื่อ แมนซิตี้ แพ้ 0-5 ในสนามเดียวกันนี้ ระหว่างทาง เรย์นเดอร์ส (Reijnders) เป็นผู้นำเกม แจกบอลในเขตกรอบโทษ และส่งประตูให้กับนักเตะชาวนอร์เวย์อย่างง่ายดาย อาร์เซนอล ตกตะลึง เนื่องจากนี่เป็นประตูที่เร็วที่สุดที่พวกเขาเสียในพรีเมียร์ลีกตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 ซึ่งก็เป็นฝีมือของ ฮาแลนด์ เช่นกัน และ เรย์นเดอร์ส ได้ทดสอบ รายา ด้วยการยิงจากนอกเขตโทษหลังจากขโมยบอลจาก เมรีโน (Merino) ในขณะที่กำลังส่งบอล อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่รูปแบบการเล่นปกติของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ดูไม่เหมือนเดิม แต่มุ่งมั่นอย่างยิ่งในการทำงานเมื่อไม่ได้ครองบอล ในความเป็นจริง พวกเขาจบครึ่งแรกด้วยการครองบอลเพียง 32% ซึ่งเป็นสถิติต่ำสุดในทีมที่อยู่ภายใต้การคุมทีมของ กวาร์ดิโอลา และแสดงให้เห็นยุทธวิธีที่คล้ายคลึงกับที่ อาร์เซนอล ใช้ในการเผชิหน้ากันครั้งล่าสุด

ครึ่งหลังและการเปลี่ยนแปลง อาร์เซน่อล ใส่เกมรุกหวังที่จะทวงประตูคืนให้ได้

ดอนนารุมม่าเซฟ

เข้าสู่ครึ่งหลัง อาร์เซนอล พยายามเพิ่มแรงกดดันเพื่อหาประตูเสมอ อาร์เตตา ได้ทำการเปลี่ยนตัวหลายครั้งเพื่อหาจุดเปลี่ยนของเกม โดยเฉพาะการส่ง มาร์ตินเนลลี ลงสนามในช่วงท้ายเกม นักเตะชาวบราซิลผู้นี้ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของตัวเองอีกครั้ง เป๊ป กวาร์ดิโอลา ในทางกลับกัน พยายามรักษาความได้เปรียบด้วยการปรับโครงสร้างทีมให้เป็นแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเห็นจากทีมของเขา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เน้นการป้องกันและการเล่นรับมากกว่าการครองบอลที่เป็นเอกลักษณ์ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เมื่อดูเหมือนว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะเก็บ 3 คะแนนกลับบ้านได้สำเร็จ มาร์ตินเนลลี ได้ก้าวขึ้นมาเป็นฮีโร่ของเกม เขาได้รับบอลส่งจากเพื่อนร่วมทีมและยิงประตูเสมอ 1-1 ที่ทำให้สนามเอมิเรตส์ระเบิดเป็นเสียงเชียร์ การทำประตูนี้ไม่เพียงช่วยให้ อาร์เซนอล ได้คะแนนจากเกมนี้ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณการสู้ของทีม แม้จะตกเป็นฝ่ายตามก่อนแต่ก็ไม่ยอมแพ้

ผลกระทบต่อตารางคะแนน หลังประตูของ มาร์ติเนลลี

ผลการแข่งขันนี้มีผลดีที่สุดสำหรับ ลิเวอร์พูล ที่กำลังนำตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก การที่ทั้ง อาร์เซนอล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสียคะแนนไป ทำให้ ลิเวอร์พูล มีโอกาสขยายช่วงห่างจากคู่แข่งได้มากขึ้น การเล่นของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเกมนี้แตกต่างจากปกติอย่างมาก พวกเขาเลือกที่จะเล่นแบบรับมากกว่าจ่าย ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ กวาร์ดิโอลา ไม่ค่อยใช้ แต่ในเกมนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นแผนการที่คิดไว้ล่วงหน้า สำหรับ อาร์เซนอล พวกเขาแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาในด้านการเล่นตั้งรับ และความสามารถในการกลับมาเสมอเกมได้ในช่วงท้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับทีมที่ต้องการแข่งขันชิงแชมป์ เกมระหว่าง อาร์เซนอล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ครั้งนี้เป็นการแข่งขันที่น่าตื่นเต้น แม้จะจบด้วยผลเสมอ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของทั้งสองทีม การที่ มาร์ตินเนลลี สามารถเข้ามาช่วยทีมได้ในช่วงท้ายแสดงให้เห็นถึงความลึกของทีม อาร์เซนอล ในขณะเดียวกัน การเล่นแบบอนุรักษ์นิยมของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ กวาร์ดิโอลา เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และอาจเป็นยุทธวิธีใหม่ที่เราจะได้เห็นในอนาคต ผลการแข่งขันนี้ทำให้การแข่งขันในพรีเมียร์ลีกยังคงน่าติดตาม โดยเฉพาะการแข่งขันเพื่อตำแหน่งแชมป์ที่มี ลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นผู้แข่งขันหนัก

Finishers อาวุธลับของ มิเกล อาร์เตต้า

ฤดูกาล 2025-26 ของอาร์เซนอลเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความคาดหวังอันสูงลิบจากแฟนบอลทั่วโลก หลังจากที่ทีม “ปืนใหญ่” ภายใต้การนำของมิเกล อาร์เตต้า พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทีมไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ท้าชิงแชมป์พรีเมียร์ลีกเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสโมสรที่สามารถลุ้นความสำเร็จในเวทียุโรปได้อย่างแท้จริง

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในซีซันนี้คือแนวคิดใหม่ที่อาร์เตต้านำมาใช้กับทีม เขาเรียกผู้เล่นสำรองว่า “Finishers” หรือ “ตัวปิดเกม” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากกีฬารักบี้ แนวคิดนี้ไม่ได้เพียงเปลี่ยนวิธีที่เขาจัดการนักเตะเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการมองเกมฟุตบอลในมุมที่แตกต่างออกไป และอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้อาร์เซนอลก้าวขึ้นไปคว้าความสำเร็จ

 ปรัชญาใหม่ของอาร์เตต้า: “Finishers” สำคัญไม่แพ้ “Starters”

ในวงการฟุตบอล นักเตะตัวจริงมักถูกมองว่ามีความสำคัญที่สุด เพราะเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจในการเริ่มต้นเกมตั้งแต่วินาทีแรก แต่สำหรับอาร์เตต้า เขาได้เปลี่ยนมุมมองนี้อย่างสิ้นเชิง

เขากล่าวว่า:

“พวกเขามีความสำคัญไม่แพ้กัน หรือบางครั้งอาจสำคัญยิ่งกว่าด้วยซ้ำ เราสามารถเปลี่ยนเกมได้จากตรงนั้น โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งเริ่มลดความเข้มข้นลง”

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า อาร์เตต้ามองนักเตะสำรองไม่ใช่เป็นเพียง “ทางเลือกที่สอง” แต่เป็น อาวุธเด็ดที่สามารถใช้พลิกสถานการณ์ และยกระดับคุณภาพของทีมในช่วงเวลาสำคัญของเกม

ตัวอย่างที่ชัดเจน: มาร์ติเนลลี่ และ ทรอสซาร์ด

Gabriel Martinelli and Leandro Trossard both

ในการแข่งขันยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก นัดเปิดสนามกับแอธเลติก คลับ อาร์เซนอลต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อผู้เล่นแกนหลักอย่าง มาร์ติน โอเดการ์ด, บูกาโย่ ซาก้า และไค ฮาเวิร์ตซ์ ไม่พร้อมลงสนาม ทำให้อาร์เตต้าต้องปรับทัพและฝากความหวังไว้กับนักเตะหน้าใหม่หลายคน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างความแตกต่างในเกมนี้คือ สองผู้เล่นสำรอง — กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ และ เลอันโดร ทรอสซาร์ด

  • มาร์ติเนลลี่ : แม้ช่วงหลังจะฟอร์มตกและเสียตำแหน่งตัวจริงให้กับ เอเบเรชี่ เอเซ่ แข้งใหม่ แต่เขากลับมาพร้อมพลังและความมุ่งมั่นในฐานะตัวสำรอง ลงมาสร้างความปั่นป่วนให้แนวรับของทีมเจ้าถิ่น และสามารถยิงประตูสำคัญได้

  • ทรอสซาร์ด : หลังจากถูกจำกัดโอกาสลงสนามเพียงแค่ตัวสำรองสามนัดในฤดูกาลนี้ เขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ความคมในการจบสกอร์และความเข้าใจเกมของเขายังเป็นสิ่งที่ทีมขาดไม่ได้ เขายิงหนึ่งและจ่ายหนึ่งในเกมนี้

ทั้งคู่ไม่เพียงแต่ทำประตู แต่ยัง แอสซิสต์ให้กันและกัน กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่พาอาร์เซนอลคว้าชัยชนะ 2-0 ได้อย่างเด็ดขาด

 การบริหารขุมกำลังที่สมดุล

หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับอาร์เตต้าคือการบริหารขุมกำลังที่เต็มไปด้วยนักเตะคุณภาพสูง หลายคนอาจรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้ลงสนาม แต่เขายืนยันเสมอว่า ทุกคนมีบทบาทสำคัญในทีม

อาร์เตต้ากล่าวว่า การที่เขาต้องตัดบางคนออกจากรายชื่อทีมในแต่ละนัดเป็นสิ่งที่ “เจ็บปวด” สำหรับเขา แต่ฟุตบอลระดับสูงไม่อาจเลี่ยงการแข่งขันภายในทีมได้ ความจริงคือการมีขุมกำลังที่ลึกและมีคุณภาพทั่วถึงคือเงื่อนไขสำคัญในการลุ้นแชมป์

 บทเรียนจากรักบี้: เมื่อ “ตัวปิดเกม” คือผู้สร้างความแตกต่าง

การที่อาร์เตต้าอ้างอิงถึงรักบี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกใจ เพราะในกีฬานั้น การเปลี่ยนตัวมีบทบาทสำคัญมาก “Finishers” ถูกใช้เพื่อรักษาความสดใหม่ของทีม เติมพลัง และปิดจบเกมในช่วงสำคัญ อาร์เตต้านำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับฟุตบอล โดยมองว่าการเล่นที่เข้มข้นของอาร์เซนอลสามารถทำให้คู่แข่งเหนื่อยล้าได้ และนั่นคือเวลาที่ผู้เล่นสำรองลงมา สร้างความแตกต่างทันที

อาร์เซน่อล แสดง 'พลังอันน่าเกรงขาม' ในขณะที่ มาดูเอเก้ เริ่มจะส่องแสง

Arsenal เข้าสู่ฤดูกาลนี้หลังจากช่วงซัมเมอร์ที่มีการซื้อนักเตะอย่างคึกคัก โดยใช้เงินประมาณ 250 ล้านปอนด์ และนำผู้เล่น 8 คนเข้ามาร่วมทีม เพื่อผลักดันการไล่ตามแชมป์ Premier League อีกครั้งหนึ่ง เมื่อพวกเขาเอาชนะ Nottingham Forest ด้วยสกอร์ 3-0 อย่างง่ายดาย โดยมีนักเตะใหม่ 5 คนลงเป็นตัวจริง ทำให้ The Gunners แสดงให้เห็นว่าทำไมการลงทุนอย่างก้าวร้าวเช่นนี้จึงสมควรแก่การลงทุน ทีมของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ต้องเล่นโดยไม่มี บูคาโย่ ซาก้า (Bukayo Saka), ไค ฮาเวิร์ตซ์ (Kai Havertz) และ วิลเลียม ซาลิบา (William Saliba) เนื่องจากอาการบาดเจ็บ ขณะที่กัปตันทีม มาร์ติน เอเดอร์การ์ด (Martin Odegaard) ต้องออกจากสนามในนาทีที่ 18 เท่านั้น แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญเลย เพราะ Arsenal แสดงให้เห็นถึงความลึกของทีม เพื่อไปสู่ชิงชัยที่น่าประทับใจ วิคเตอร์ เกียอเคเรส (Viktor Gyokeres) และ มาร์ติน ซูบิเมนดี (Martin Zubimendi) เป็นการเซ็นสัญญาที่สร้างความโดดเด่น และมีแนวโน้มที่จะเป็นตัวจริงไม่ว่าจะเจอกับฝ่ายตรงข้ามใดก็ตาม แต่เมื่อ เดแคลน ไรซ์ (Declan Rice) ถูกใส่ชื่อเป็นตัวสำรอง ผู้จัดการทีม อาร์เตต้า (Arteta) ได้ทำลายระบบระดับชั้นของเขาสำหรับแคมเปญนี้ ที่เขาเคยมีผู้เล่นจำนวนหนึ่งที่รับประกันว่าจะเป็นตัวจริง และคาดว่าจะเล่นในเกมส่วนใหญ่ และแม้จะมีปัญหาการบาดเจ็บ Arsenal ก็ชนะ 3 เกมจาก 4 เกมแรกในลีก และยังไม่เสียประตูจากการเล่นเปิดเกมเลย

 

เชย์ กิฟเว่น เผยนี่อาจเป็นทีมที่แกร่งที่สุดของ อาร์เซน่อล ในยุคของ อาร์เตต้า

มาร์ติน ซูบิเมนดี้ ยิง

อดีตผู้รักษาประตู Newcastle และ Man City เชย์ กิฟเวน (Shay Given) บอกกับ BBC Match of the Day ว่า: "Arsenal ใช้เงินไปเยอะ แต่นี่อาจเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดที่ อาร์เตต้า (Arteta) เคยมี นี่คือโอกาสของพวกเขาที่จะคว้า Premier League เขาต้องเชื่อและพวกเขาต้องเชื่อ"

ความต้องการทางกายภาพของผู้เล่นและตารางการแข่งขันที่ไม่หยุดหย่อน ทำให้ อาร์เตต้า (Arteta) และสโมสรตัดสินใจว่าพวกเขาจำเป็นต้องนำผู้เล่นระดับสูงเข้ามา เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการลดคุณภาพในช่วงเวลาเช่นนี้ ฮาเวิร์ตซ์ (Havertz) มีอาการบาดเจ็บที่เข่าซึ่งจะทำให้เขาพักการแข่งขันเป็นสัปดาห์ ซาก้า (Saka) ไม่สามารถลงเล่นได้ตั้งแต่ชัยชนะ Leeds 5-0 เนื่องจากอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหลังขา ขณะที่กองหลัง ซาลิบา (Saliba) ถูกถอนออกด้วยปัญหาข้อเท้าในการแพ้ Liverpool

กองกลาง เอเดอร์การ์ด (Odegaard) มีปัญหาไหล่และถูกถอนออกอีกครั้งในเกมกับ Forest หลังจากล้มในท่าที่อึดอัด การขาดหายไปของนักเตะ 4 คนนี้ปกติจะเป็นสาเหตุของวิกฤตที่ Arsenal และการบาดเจ็บของผู้เล่นที่มีอิทธิพลในฤดูกาลที่แล้ว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ The Gunners ตกออกจากการไล่ตามแชมป์และจบอันดับสองรอง Liverpool และล้มเหลวในรอบรองชนะเลิศ Champions League กับ Paris St-Germain ขณะที่ อาร์เตต้า (Arteta) จะกระตือรือร้นให้ผู้เล่นเหล่านั้นกลับมา ทีมของเขาซึ่งนำโดยคู่หูนักเตะ England ที่น่าประทับใจ โนนี มาดูเอเก (Noni Madueke) และ เอเบเรชี เอเซ่ (Eberechi Eze) พิสูจน์แล้ว ว่าพวกเขามีความสามารถและตัวเลือกที่จะรับมือและได้ผลลัพธ์

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการซื้อนักเตะในช่วงซัมเมอร์ นักเตะชาว Spain กล่าวว่า: "หากเราไม่ได้ทำเช่นนั้น และอย่างที่คุณพูด กับการบาดเจ็บที่เรามี น่าเสียดายที่บางส่วนของมันควบคุมได้ยากมาก เราคงจะอยู่ในสถานที่ที่แตกต่างกันมาก "เรารู้ว่านั่นคือมาตรฐาน นั่นคือมาตรฐานของทีมอื่น ๆ ในลีกใน Europe และคุณสามารถเห็นได้ "ฉันดีใจมากเพราะมันให้ตัวเลือกกับเรา มันให้ความสามารถในการเปลี่ยนเกมด้วย มันให้ความสามารถในการมีการปรากฏตัวในทีม และตอนนี้เราต้องให้แน่ใจว่าทุกคนรู้สึกเชื่อมต่อและสำคัญ" Arsenal เดินทางไป Spain ในวันอังคารเพื่อเจอ Athletic Bilbao ในเกมแรกของ Champions League ในฤดูกาลนี้ และ อาร์เตต้า (Arteta) กล่าวว่านั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สโมสรตัดสินใจลงทุน "ผู้เล่นต้องเล่น 70 หรือ 74 เกมตลอดฤดูกาล ไม่เคยมีการทำเช่นนี้มาก่อน" เขาเพิ่ม "เมื่อความเข้มข้นสูงขนาดนั้น พวกเขาจะไม่สามารถรักษาสิ่งนั้นไว้ได้ ดังนั้นคุณต้องการผู้เล่นมากกว่านี้ มาตรฐานได้ยกระดับขึ้น เราต้องการผู้เล่นที่ดีกว่า และไม่มีความลับ"

 

มันเป็นความเชื่อมั่นที่ได้รับการสนับสนุนจากตำนานกองหลังไอ้ปืนใหญ่อย่าง  มาร์ติน คีโอน (Martin Keown)

 

"นั่นเป็นการแสดงพลังที่น่าเกรงขามจริง ๆ จาก Arsenal ด้วยคุณภาพของผู้เล่น คุณไม่มี ฮาเวิร์ตซ์ (Havertz) และ ซาก้า (Saka) ไม่สามารถลงได้ และนั่นเป็นปัญหาสำหรับ Arsenal ในฤดูกาลที่แล้ว แต่ไม่ใช่คราวนี้" เขาบอกกับ TNT Sports "มาดูเอเก (Madueke), เอเซ่ (Eze) เข้ามาวันนี้ ทั้งคู่โดดเด่น เกียอเคเรส (Gyokeres) ประตูที่สองนั่นเป็นอย่างไร ตรงไปตรงมา ส่งบอลไปข้างหน้า ผู้ชายคนนี้ในกรอบโทษ เป็นนักล่าที่แท้จริง "คุณภาพของกลุ่ม แม้แต่หนุ่มคนนี้ คริสเตียน โมสเกร่า (Cristhian Mosquera)] กับการเล่นกองหลัง การแสดงที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน การลงเล่นเต็มเกมครั้งแรกของเขาที่ Arsenal เกมบ้าน โดดเด่น "ในขณะนี้ Arsenal ดูแข็งแกร่งมาก" การลงทุนครั้งใหญ่ของ Arsenal ในตลาดซัมเมอร์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การใช้จ่ายเงินอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เป็นการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่รอบคอบ เพื่อสร้างทีมที่สามารถแข่งขันได้ในทุกรายการ ทั้ง Premier League และ Champions League

ความลึกของทีมที่ Arsenal สร้างขึ้นในฤดูกาลนี้ เป็นสิ่งที่สโมสรขาดไปในฤดูกาลที่ผ่านมา เมื่อการบาดเจ็บของนักเตะคีย์เพลเยอร์ส่งผลกระทบอย่างมากต่อผลงานของทีม การมีตัวเลือกที่หลากหลายและมีคุณภาพ ทำให้ อาร์เตต้า (Arteta) สามารถหมุนเวียนผู้เล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักเตะอย่าง มาดูเอเก (Madueke) และ เอเซ่ (Eze) ที่ได้รับโอกาสลงเล่นในเกมนี้ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาพร้อมที่จะรับภาระหน้าที่เมื่อได้รับโอกาส การแสดงของพวกเขาไม่เพียงแต่ช่วยให้ทีมได้ชัยชนะ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานที่สูงของทีม Arsenal ในฤดูกาลนี้ การที่ Rice ถูกใส่เป็นตัวสำรองในเกมนี้ แสดงให้เห็นถึงปรัชญาใหม่ของ อาร์เตต้า (Arteta) ที่ไม่มีใครเป็นตัวจริงประจำ และทุกคนต้องแข่งขันกันเพื่อตำแหน่งในทีม สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้เล่นทุกคนมีแรงจูงใจสูงสุดในการแสดง ด้วยการเตรียมตัวสำหรับการแข่งขัน Champions League ที่กำลังจะมาถึง Arsenal ต้องการความลึกของทีมมากกว่าที่เคย เพราะพวกเขาจะต้องเล่นในหลายรายการพร้อมกัน การมีผู้เล่นคุณภาพสูงในทุกตำแหน่ง จะเป็นกุญแจสำคัญในการแข่งขันเพื่อคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้ ผลงานในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลของ Arsenal แสดงให้เห็นว่าการลงทุนครั้งนี้คุ้มค่า และอาจจะเป็นปีที่พวกเขาจะกลับมาคว้าแชมป์ Premier League ได้สำเร็จ หลังจากรอคอยมานานหลายฤดูกาล

อเล็กซานเดอร์ อิซัค เปิดตัวกับลิเวอร์พูลหลังย้ายจากนิวคาสเซิล

การย้ายทีมที่เป็นมหากาพย์ยืดเยื้อที่สุดในตลาดซื้อขายซัมเมอร์เพิ่งปิดฉากลง เมื่อ อเล็กซานเดอร์ อิซัค (Alexander Isak) ศูนย์หน้าทีมชาติสวีเดน ตัดสินใจย้ายจาก นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด มาสู่ ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 125 ล้านปอนด์ กลายเป็นสถิติใหม่ของฟุตบอลอังกฤษ และเป็นการย้ายที่สร้างแรงสะเทือนในพรีเมียร์ลีก

การประเดิมสนามในทีมชาติท่ามกลางข่าวย้ายทีม

อิซัคเพิ่งได้โอกาสลงเล่นเกมแรกของฤดูกาลนี้ หลังจากย้ายทีมสำเร็จ เขาถูกส่งลงสนามในฐานะตัวสำรองช่วงครึ่งหลัง เกมที่สวีเดนบุกพ่าย โคโซโว 0-2 ในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ที่เมือง พริสตินา

แม้มีเวลาเพียง 18 นาที แต่ดาวยิงรายนี้ยังสร้างโอกาสได้ถึง 3 ครั้ง โดยเป็นการยิงตรงกรอบ 2 ครั้ง และมีจังหวะปะทะกับ ฟีดาน อลิติ กองหลังโคโซโวจนถูกใบเหลือง อย่างไรก็ตาม การได้ลงเล่นแม้เพียงสั้นๆ ก็ถือเป็นการปลดล็อกความกดดันหลังจากสถานการณ์ยืดเยื้อกับนิวคาสเซิล

มหากาพย์การย้ายทีมที่เต็มไปด้วยดราม่า

Alexander Isak played his first competitive

ก่อนการปิดตลาดซื้อขายไม่กี่วัน ข่าวการย้ายทีมของอิซัคเต็มไปด้วยกระแสกดดันและข่าวลือมากมาย เจ้าตัวถึงขั้น ปฏิเสธการลงเล่นในเกมอุ่นเครื่องและช่วงต้นฤดูกาลกับนิวคาสเซิล เพื่อบีบให้การย้ายทีมเกิดขึ้นจริง

ในที่สุด ลิเวอร์พูลก็ตกลงจ่ายค่าตัวมหาศาล 125 ล้านปอนด์ ทำให้เขากลายเป็นแข้งค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร และยังเป็นสถิติสูงสุดในเกาะอังกฤษอีกด้วย

“ไม่ใช่ทุกคนที่รู้เบื้องหลังทั้งหมด แต่เรื่องนั้นคงต้องรออีกวันหนึ่ง” อิซัคเปิดใจกับสื่อสวีเดน
“สิ่งที่ผมควบคุมได้คือการโฟกัสกับฟุตบอล และผมมีความสุขมากที่ตอนนี้ได้เป็นนักเตะลิเวอร์พูลแล้ว”

ความเห็นจากทีมชาติสวีเดน

จอน ดาห์ล โทมัสสัน (Jon Dahl Tomasson) กุนซือทีมชาติสวีเดน เผยว่าอิซัคเพิ่งซ้อมกับทีมเพียง 3 ครั้งหลังการย้ายทีมเสร็จสิ้น แต่ก็พร้อมเปิดโอกาสให้ลงสนาม เพื่อเรียกความมั่นใจและจังหวะการแข่งขัน

“เขาอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างใหม่ และยังไม่ฟิตเต็มร้อย แต่สิ่งสำคัญคือเขาได้กลับมามีสมาธิกับการเล่นฟุตบอลอีกครั้ง” โทมัสสันกล่าว

สถานการณ์ในกลุ่มคัดเลือก

ความพ่ายแพ้ต่อโคโซโวทำให้สวีเดนยังไม่สามารถขยับขึ้นไปท็อปของกลุ่มได้ โดยตอนนี้

  • สวิตเซอร์แลนด์ รั้งจ่าฝูง

  • โคโซโว ขยับขึ้นมารั้งอันดับสองจากชัยชนะนัดแรก

  • ส่วน สวีเดน อยู่เพียงอันดับสาม ทำให้ต้องเร่งแก้เกมในนัดต่อไป

ก้าวใหม่ในถิ่นแอนฟิลด์

สำหรับลิเวอร์พูล การได้อิซัคมาร่วมทีมถือเป็นการเสริมทัพครั้งใหญ่ โดยเฉพาะหลังจากพวกเขาปล่อย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ออกจากทีมไปก่อนหน้านี้ อิซัคถูกคาดหวังว่าจะกลายเป็นหัวหอกเบอร์หนึ่ง ที่นำพาทีมของ อาร์เน่ สลอต (Arne Slot) กลับมาทวงความยิ่งใหญ่ทั้งในพรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

การย้ายทีมครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นข่าวใหญ่ในอังกฤษ แต่ยังสะท้อนถึงความทะเยอทะยานของลิเวอร์พูลที่จะกลับมายืนแถวหน้าของยุโรป

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
callcenter sbobet