นิวคาสเซิล เจอบททดสอบหนัก! อัปเดตอาการ เจ็บของ คีแรน ทริปเปียร์

สโมสร นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United) ต้องเจอกับสถานการณ์ที่น่ากังวลอีกครั้ง หลังได้รับข่าวร้ายเกี่ยวกับการบาดเจ็บของสองกำลังสำคัญในทีมพร้อมกันในช่วงโปรแกรมแน่นขนัดของเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงชี้ชะตาสำคัญของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ (Premier League) ฤดูกาล 2025/26  สรุปทุกประเด็นสำคัญ ตั้งแต่การบาดเจ็บของนักเตะ การประเมินของ เอ็ดดี้ ฮาว (Eddie Howe) สถานการณ์ขุมกำลังสำหรับเกมเยือน เอฟเวอร์ตัน (Everton) รวมถึงกำหนดคืนสนามของ โยอาเน วิสซา (Yoane Wissa) แข้งใหม่ค่าตัว 55 ล้านปอนด์ ที่แฟนบอลรอคอยกันอย่างมาก ช่วงเวลาสำคัญของฤดูกาลกำลังจะมาถึง แต่ดูเหมือนว่า นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United) จะต้องพบกับความท้าทายครั้งใหม่ เมื่อมีการยืนยันว่า คีแรน ทริปเปียร์ (Kieran Trippier) หนึ่งในผู้นำสำคัญในห้องแต่งตัวของทีม มีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อแฮมสตริง และจะต้องใช้เวลาพักรักษาตัวประมาณ 4 สัปดาห์ ทำให้พลาดช่วยทีมในช่วงโปรแกรมหฤโหดของเดือนธันวาคมอย่างแน่นอน

ก่อนหน้านี้ ทริปเปียร์ ต้องรับบทบาทสำคัญเมื่อถูกจับสลับไปเล่นแทน ทิโน ลิฟราเมนโต (Tino Livramento) ที่บาดเจ็บ แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหาการใช้งานหนักติดต่อกันจนทำให้เกิดอาการเจ็บตามมา การขาดหายของเขาถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ เพราะไม่เพียงแต่เป็นตัวหลักในระบบของทีม แต่ยังเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีประสบการณ์สูงที่สุดในทีมของ เอ็ดดี้ ฮาว นอกจากทริปเปียร์แล้ว อีกหนึ่งแนวรับสำคัญอย่าง สเวน บ็อตมัน (Sven Botman) กองหลังจาก เนเธอร์แลนด์ (Netherlands) ก็ได้รับบาดเจ็บบริเวณหลัง และกำลังอยู่ในช่วงประเมินความพร้อมสำหรับเกมสุดสัปดาห์ที่จะต้องบุกไปเยือน เอฟเวอร์ตัน (Everton) ที่สนาม ฮิลล์ ดิกคินสัน สเตเดียม (Hill Dickinson Stadium) เอ็ดดี้ ฮาว ยอมรับว่าโอกาสลงสนามของ บ็อตมัน ยังจัดอยู่ในระดับ “กึ่ง ๆ กลาง ๆ” ทำให้เขากลายเป็นเครื่องหมายคำถามสำคัญในแนวรับที่กำลังมีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บพร้อมกันหลายคน สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อ เอมิล คราฟธ์ (Emil Krafth) แบ็กขวาทีมชาติ สวีเดน (Sweden) ที่มีความสามารถในการยืนเป็นเซ็นเตอร์แบ็กในบางสถานการณ์ ก็ถูกยืนยันว่าไม่พร้อมเดินทางไปช่วยทีมในเกมเยือน เอฟเวอร์ตัน เช่นกัน ส่งผลให้ม้านั่งสำรองของ นิวคาสเซิล ในเกมนี้อาจดูเบาบางกว่าที่ควรจะเป็นอย่างเห็นได้ชัด

ข่าวดีในข่าวร้าย  การกลับมาของ โยอาเน วิสซา ดาวเตะที่แฟนทูนส์ รอคอย

แม้สถานการณ์ผู้เล่นบาดเจ็บจะดูตึงเครียด แต่ เอ็ดดี้ ฮาว ก็ยังมีข่าวดีให้แฟนบอลได้ชื่นใจ เมื่อเขายืนยันว่า โยอาเน วิสซา (Yoane Wissa) แข้งใหม่ค่าตัว 55 ล้านปอนด์ที่ถูกดึงตัวมาเสริมแนวรุกในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ได้กลับมาร่วมซ้อมกับทีมเป็นครั้งแรกแล้ว หลังจากพักรักษาตัวจากการบาดเจ็บเอ็น PCL ที่ได้รับระหว่างการรับใช้ทีมชาติ ดีอาร์ คองโก (DR Congo) ในช่วงพักเบรกทีมชาติเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม เกมพบ เอฟเวอร์ตัน สุดสัปดาห์นี้ถือว่าเร็วเกินไปสำหรับการลงสนามของ วิสซา ทำให้เขาจะยังต้องลุ้นรอโอกาสเปิดตัวต่อหน้าแฟนบอล สาลิกาดง ในเกมถัด ๆ ไป ตามรายงานจากสื่ออังกฤษหลายสำนัก ชี้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ วิสซา อาจพร้อมกลับมาลงสนามได้ในช่วงกลางเดือนธันวาคม ซึ่งบังเอิญตรงกับโปรแกรมยอดฮิตของแฟนบอล — เกมดาร์บี้แมตช์แห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นัดที่ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด มีคิวบุกเยือน ซันเดอร์แลนด์ (Sunderland) ศัตรูคู่แค้นตลอดกาล เดือนธันวาคมเป็นช่วงเวลาที่ทีมในพรีเมียร์ลีกต้องลงเล่น 6–8 นัดในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทำให้การมีผู้เล่นบาดเจ็บหลายคนโดยเฉพาะแนวรับ ถือเป็นปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของทีม

การขาด คีแรน ทริปเปียร์ ไม่เพียงทำให้ทีมเสียผู้เล่นที่มีความสามารถในการเปิดบอลและเล่นลูกตั้งเตะ แต่ยังทำให้ทีมเสีย “ผู้นำในสนาม” ไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาใครทดแทนได้ง่าย ๆ ส่วนกรณีของ สเวน บ็อตมัน หากไม่พร้อมลงเล่นในหลายเกมต่อเนื่อง อาจทำให้สมดุลเกมรับของ นิวคาสเซิล สั่นคลอนมากยิ่งขึ้น เพราะเขาเป็นเซ็นเตอร์แบ็กที่อ่านเกมดีสุดในทีม และเป็นกำลังหลักของแผงหลังตลอดสองปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน การขาด เอมิล คราฟธ์ เพิ่มปัญหาอีกชั้น เพราะเขาคือผู้เล่นอเนกประสงค์ที่เติมเต็มตำแหน่งได้หลายพื้นที่ในแนวรับ การไม่มีเขาในม้านั่งสำรองทำให้ตัวเลือกในการแก้เกมลดลงอย่างเห็นได้ชัด การได้กองหน้าความเร็วสูงที่สามารถเล่นได้หลายตำแหน่งกลับมาช่วยทีมในเกมใหญ่เช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่แฟนบอลรอคอยอย่างมาก เพราะ วิสซา เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกคาดหวังว่าจะเข้ามายกระดับเกมรุกของทีมให้มีความหลากหลายและอันตรายกว่าเดิม

เหตุผลที่การได้  โยอาเน วิสซา กลับมาสำคัญมาก

การกลับมาของ โยอาเน วิสซา (Yoane Wissa) น่าจะเป็นปัจจัยเชิงบวกที่สำคัญที่สุดในช่วงนี้

  1.       เพิ่มสปีดเกมรุกให้ นิวคาสเซิล
    วิสซามีสไตล์การเล่นที่เน้นความเร็ว การทะลุช่อง และการยิงประตูแบบไม่ต้องจับหลายครั้ง ทำให้ทีมมีมิติใหม่ในการเข้าทำ
  2.       ลดภาระของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค (Alexander Isak) และ คัลลัม วิลสัน (Callum Wilson)
    ทั้งสองคนมีประวัติบาดเจ็บบ่อย การมี วิสซา เป็นตัวเลือกเพิ่มช่วยแบ่งเบาภาระได้มาก
  3.       เข้าระบบของ ฮาว ได้อย่างลงตัว
    วิสซา เป็นผู้เล่นที่สามารถเล่นตำแหน่งกองหน้าตัวริมเส้น กองหน้าตัวต่ำ หรือปีกโจมตีช่องว่าง ทำให้ ฮาว สามารถปรับแผนได้ยืดหยุ่น
  4.       พร้อมใช้งานทันเกมดาร์บี้แมตช์
    การกลับมาทันเกมพบ ซันเดอร์แลนด์ จะเพิ่มความดุดันในแนวรุก และสร้างความได้เปรียบในเกมที่ความกดดันสูงที่สุดเกมหนึ่งของฤดูกาล

แม้จะมีข่าวร้ายจากอาการบาดเจ็บ แต่ นิวคาสเซิล ยังมีโอกาสทำผลงานได้ดี หากสามารถบริหารจัดการขุมกำลังได้เหมาะสม โปรแกรมต่อไป ของ นิวคาสเซิ่ล  เยือน เอฟเวอร์ตัน (Everton) นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด กำลังเผชิญช่วงเวลายากลำบากที่สุดช่วงหนึ่งของฤดูกาล 2025/26 การบาดเจ็บของ คีแรน ทริปเปียร์ และความไม่ชัวร์ของ สเวน บ็อตมัน รวมถึงการขาด เอมิล คราฟธ์ ทำให้แนวรับของทีมบางเป็นพิเศษในเดือนที่โปรแกรมแน่นที่สุดของปี อย่างไรก็ตาม การได้เห็น โยอาเน วิสซา กลับมาซ้อมกับทีมถือเป็นข่าวดีที่ช่วยเติมพลังบวกให้กับแฟนบอล และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเกมใหญ่ช่วงกลางเดือนธันวาคม

พลาดช่วยสโลวีเนียคัดบอลโลก แมนฯ ยูไนเต็ดโล่งไม่รุนแรง

ข่าวที่แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่อยากได้ยินในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของฤดูกาลได้เกิดขึ้นแล้ว —
เบนจามิน เซสโก (Benjamin Sesko) ศูนย์หน้าดาวรุ่งค่าตัว 73.7 ล้านปอนด์ของทีม ได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าจากเกมพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุดกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ซึ่งจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

แม้ภาพจากกล้องหลังเกมจะเผยให้เห็นว่าเขาสามารถเดินออกจากสนามโดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำ แต่ก็ไม่สามารถเดินได้อย่างปกติ ทำให้เกิดความกังวลว่าอาการบาดเจ็บครั้งนี้อาจรุนแรงกว่าที่คิด

อย่างไรก็ตาม รายงานจากแคมป์ปีศาจแดงระบุว่า สโมสร “มั่นใจในระดับหนึ่ง” ว่าอาการของเขาไม่น่าจะหนักถึงขั้นต้องพักยาวหลายเดือน

 เหตุการณ์ที่ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สเตเดียม

เกมดังกล่าว เซสโกได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง แต่ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ นาทีที่ 30 หลังเข้าปะทะกับแนวรับของสเปอร์สอย่าง มิคกี้ ฟาน เดอ เวน (Micky van de Ven) จนเกิดการกระแทกที่หัวเข่า

จากภาพรีเพลย์ เห็นชัดว่าขาขวาของเซสโกบิดในจังหวะที่ลงน้ำหนัก ซึ่งเป็นลักษณะของอาการบาดเจ็บที่มักสร้างความกังวลในหมู่นักกายภาพและโค้ช

“มันเป็นอาการเจ็บหัวเข่า ซึ่งพูดตรง ๆ แล้ว... คุณไม่มีทางรู้ได้แน่ชัดจนกว่าจะสแกน”
รูเบน อาโมริม (Ruben Amorim) เฮดโค้ชของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าวหลังเกม

อาโมริมยอมรับว่า การบาดเจ็บครั้งนี้ “อาจส่งผลต่อแผนตลาดนักเตะในเดือนมกราคม” โดยเฉพาะเมื่อยูไนเต็ดมีแนวโน้มที่จะปล่อยผู้เล่นบางรายออกไปเพื่อเปิดทางให้การเสริมทัพ

ความกังวลเรื่อง “โดมิโน่เอฟเฟกต์”

Manchester United striker Benjamin Sesko has

อาการบาดเจ็บของเซสโกเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมที่สุด
เพราะในเดือนมกราคม ยูไนเต็ดกำลังจะเสียผู้เล่นตัวรุกอีกหลายคนให้กับภารกิจระดับทวีป

  • ไบรอัน เอ็มเบวโม่ (Bryan Mbeumo)

  • อาหมัด ดิยัลโล่ (Amad Diallo)

  • และ นุสแซร์ มาซราอุย (Noussair Mazraoui)

ทั้งสามคนจะต้องเดินทางไปช่วยชาติของตนในศึก แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ (AFCON) ที่จะจัดขึ้นในต้นปีหน้า

หากเซสโกต้องพักยาวจริง ๆ เท่ากับว่ายูไนเต็ดอาจเหลือกองหน้าธรรมชาติให้เลือกใช้งานเพียงคนหรือสองคนเท่านั้น

นั่นคือเหตุผลที่อาโมริมพูดอย่างระมัดระวังหลังเกมว่า “เราต้องรอผลตรวจอย่างละเอียดก่อนจะตัดสินใจในทุกเรื่อง”

 ข่าวดีเล็ก ๆ จากแคมป์คาร์ริงตัน

ถึงแม้ความกลัวจะยังคงอยู่ แต่แหล่งข่าวภายในแคมป์ คาร์ริงตัน (Carrington) ยืนยันกับสื่ออังกฤษหลายสำนักว่า ยูไนเต็ดไม่คิดว่าอาการของเซสโกจะถึงขั้น “พักยาวหลายเดือน”

เขามีกำหนดเข้ารับการสแกน MRI เพิ่มเติมในวันอังคารนี้ เพื่อประเมินระดับการบาดเจ็บของเอ็นหัวเข่า

“ตอนนี้สโมสรยังไม่สามารถกำหนดระยะเวลาการพักฟื้นได้ แต่เท่าที่เห็น เขาไม่มีอาการบวมรุนแรงและสามารถเดินได้ด้วยตัวเองหลังเกม ถือเป็นสัญญาณที่ดี”
— แหล่งข่าวจากทีมแพทย์ของสโมสรกล่าวกับ BBC Sport

หมดสิทธิ์ช่วยสโลวีเนีย

สิ่งที่ยืนยันแล้วแน่นอนคือ เซสโกจะ พลาดลงเล่นในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ของทีมชาติสโลวีเนียในช่วงพักเบรกทีมชาติครั้งนี้

สโลวีเนียมีโปรแกรมสำคัญพบกับ โคโซโว และ สวีเดน — สองนัดที่มีความหมายอย่างมากต่อการลุ้นคว้าตั๋วเพลย์ออฟไปฟุตบอลโลก 2026

โค้ชทีมชาติสโลวีเนียให้สัมภาษณ์ว่า “เราต้องเดินหน้าต่อโดยไม่มีเบนจามิน ซึ่งเป็นการสูญเสียใหญ่ แต่สุขภาพของเขาสำคัญที่สุด”

ลิซานโดร มาร์ติเนซ — ข่าวดีอีกหนึ่งเรื่อง

ในขณะที่แฟนบอลกำลังเป็นห่วงเซสโก ข่าวดีอีกหนึ่งเรื่องก็มาถึงจากแนวรับ
ลิซานโดร มาร์ติเนซ (Lisandro Martínez) กองหลังชาวอาร์เจนไตน์ที่พักรักษาตัวหลังผ่าตัดหัวเข่ามานานหลายเดือน ได้กลับมาลงซ้อมกับทีมชุดใหญ่แล้ว

สโมสรกำลังค่อย ๆ ฟื้นฟูร่างกายเขาอย่างระมัดระวัง หลังได้รับบาดเจ็บซ้ำหลายครั้งตั้งแต่ย้ายมาจากอาแจ็กซ์ในปี 2022

แม้อาโมริมจะยังไม่ใส่ชื่อเขาในทีมชุดแข่ง แต่ก็อนุญาตให้มาร์ติเนซเดินทางไปร่วมแคมป์ทีมชาติอาร์เจนตินาที่ตั้งอยู่ในยุโรป เพื่อซ้อมและปรับตัวกับเพื่อนร่วมทีม

“การที่ลิซานโดรได้กลับมาซ้อมกับเพื่อน ๆ ในทีมชาติ ถือเป็นสัญญาณที่ดีมาก และจะช่วยเสริมสภาพจิตใจของเขา”
— แถลงการณ์จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

โดยทางสโมสรได้ส่งทีมงานฟิตเนสหนึ่งรายเดินทางไปกับมาร์ติเนซ เพื่อดูแลการฟื้นฟูอย่างใกล้ชิด

 ความเชื่อมั่นในยุค “รูเบน อาโมริม”

แม้จะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ไม่นาน แต่รูเบน อาโมริมกำลังได้รับการยอมรับจากบอร์ดบริหารของยูไนเต็ดในฐานะกุนซือที่ “มีแผนระยะยาวและมีระบบคิดชัดเจน”

เขาแสดงให้เห็นถึงความกล้าตัดสินใจหลายครั้ง เช่น การหมุนเวียนนักเตะรุ่นใหม่ลงสนาม และการปรับระบบการเล่นให้ทีมมีสมดุลมากขึ้น

อาโมริมมักกล่าวเสมอว่า “ยูไนเต็ดต้องการมากกว่าชื่อเสียง — เราต้องการความมั่นคง”
ดังนั้นแม้อาการบาดเจ็บของเซสโกอาจสร้างแรงสั่นสะเทือน แต่โค้ชชาวโปรตุเกสรายนี้ยังคงยืนยันว่า “ไม่มีเหตุผลที่จะตื่นตระหนก”

เมื่อการเดินทางอันยิ่งใหญ่ของนิวคาสเซิลเริ่มสะดุด

เพียงไม่ถึงหนึ่งปีที่ผ่านมา สนามฟุตบอลทั่วเกาะอังกฤษยังคงสะท้อนเสียงเพลงที่คุ้นหูจากกองเชียร์นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด —

“I don’t want to go home… this is the best trip I’ve ever been on.”
(“ฉันไม่อยากกลับบ้านเลย... นี่คือการเดินทางที่ดีที่สุดในชีวิต!”)

เสียงร้องนั้นเต็มไปด้วยความสุข ความภาคภูมิใจ และความเชื่อว่า “ยุคทองของสโมสร” ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

แต่ในค่ำคืนวันอาทิตย์ล่าสุด ความฝันนั้นกลับกลายเป็นความจริงอันโหดร้าย — เมื่อนิวคาสเซิลบุกไปพ่าย เบรนท์ฟอร์ด (Brentford) 1-3 ที่สนาม Gtech Community Stadium ผลลัพธ์ที่สะท้อนถึงรอยร้าวในทีมที่เคยถูกยกย่องว่าเป็น “แบบอย่างของการฟื้นฟูในพรีเมียร์ลีก”

ครบรอบ 4 ปีของเอ็ดดี้ ฮาว แต่ของขวัญที่ไม่มีใครอยากรับ

ความพ่ายแพ้ในเกมนี้เกิดขึ้นในวาระครบ 4 ปีที่ เอ็ดดี้ ฮาว (Eddie Howe) เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด

ชายผู้พาทีมจากการดิ้นรนหนีตกชั้นในปี 2021 จนทะยานขึ้นสู่ แชมเปียนส์ลีกในเวลาเพียงสองฤดูกาล — ต้องมานั่งตอบคำถามสื่อด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงด้วยความผิดหวัง

“ผมไม่สามารถให้คำตอบที่น่าพอใจกับคุณได้ เพราะความจริงมันไม่น่าพอใจเลย”
“เรายังทำงานของเราได้ไม่ดีพอ เรารู้ว่าพวกเราทำให้ทุกคนผิดหวัง... สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือยอมรับและหาทางแก้ไข”

คำพูดที่ฟังดูเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยน้ำหนักของความรับผิดชอบ — สะท้อนถึงบุคลิกของฮาวที่ยังคงยึดมั่นในแนวทาง “ไม่หาข้ออ้าง” แม้จะอยู่ท่ามกลางกระแสกดดัน

สถิติที่น่ากังวล  เมื่อ “สิงห์สาราสัตว์” กลายเป็นแมวขี้อายยามออกนอกบ้าน

As Newcastles great journey begins to stumble

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือผลงาน “เกมเยือน” ของนิวคาสเซิลในฤดูกาลนี้ —
ทีมของฮาว ไม่สามารถคว้าชัยชนะนอกบ้านได้เลยตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

ในฤดูกาลที่แล้ว นิวคาสเซิลคือหนึ่งในทีมที่เล่นเกมเยือนได้ดีที่สุดในลีก พวกเขาบุกชนะทั้งที่ เอมิเรตส์ สเตเดียม, โอลด์ แทรฟฟอร์ด และ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สเตเดียม แบบสุดมันส์
แต่ในฤดูกาลนี้ ทุกอย่างกลับตาลปัตร

สถิติหลังผ่าน 8 เกมเยือนล่าสุดในลีก:

  • แพ้ 5

  • เสมอ 3

  • ไม่ชนะเลย

  • ยิงได้เพียง 6 ประตู

  • เสียถึง 17 ประตู

ผลลัพธ์นี้ทำให้นิวคาสเซิลร่วงลงมาอยู่เพียง “เหนือโซนตกชั้น 2 คะแนน” — สถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากปีแห่งความสำเร็จ

ปัญหาในสนาม — ความไม่ต่อเนื่องที่มาพร้อมกับแรงกดดัน

นักวิเคราะห์จาก BBC Sport ชี้ว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของทีมในฤดูกาลนี้คือ “ความไม่ต่อเนื่องของฟอร์มและความฟิตของนักเตะตัวหลัก”

ตั้งแต่เปิดฤดูกาล ฮาวต้องเจอกับปัญหานักเตะบาดเจ็บต่อเนื่อง ทั้ง สเวน บ็อตมัน, โจ วิลล็อค, คัลลัม วิลสัน และ อเล็กซานเดอร์ อิซัค

นอกจากนี้ การเล่นในหลายรายการ — โดยเฉพาะยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก — ยังทำให้ทีมขาดความสดในเกมลีก

ระบบเพรสซิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของนิวคาสเซิลในซีซั่นก่อน (ที่ใช้พลังงานสูงมาก) เริ่มไม่สามารถรักษามาตรฐานเดิมได้ ส่งผลให้แนวรับที่เคยเหนียวแน่นเริ่มมีช่องโหว่

ในเกมกับเบรนท์ฟอร์ด ทีมเสียประตูจากความผิดพลาดส่วนบุคคลถึงสองครั้ง และขาดความดุดันในแดนหน้าอย่างที่เคยเป็น

 จาก “ความกล้า” สู่ “ความกลัว”

หนึ่งในเอกลักษณ์ของนิวคาสเซิลในยุคฮาวคือ “ความกล้า” — กล้าที่จะบุก กล้าที่จะเพรส และกล้าที่จะเสี่ยง

แต่ในเกมล่าสุด สิ่งนั้นหายไปอย่างสิ้นเชิง

อลัน เชียเรอร์ (Alan Shearer) อดีตกองหน้าระดับตำนานของทีมกล่าวใน Match of the Day ว่า

“มันเหมือนทีมนี้ลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยเก่งยังไง”
“พวกเขาเล่นเหมือนกลัวจะพลาดมากกว่ากล้าที่จะชนะ”

ในช่วงที่นิวคาสเซิลพุ่งทะยานขึ้นสู่ท็อปโฟร์เมื่อฤดูกาลก่อน พลังแห่งความเชื่อคือสิ่งที่ผลักดันทีม แต่เมื่อความมั่นใจหายไป — รูปแบบการเล่นทั้งหมดก็ดูสั่นคลอน

แฟนบอลเริ่มตั้งคำถาม นี่คือช่วงขาลง หรือเพียงแค่สะดุดชั่วครา

แฟนบอลนิวคาสเซิลจำนวนมากยังคงหนุนหลังเอ็ดดี้ ฮาว แต่ความอดทนเริ่มถูกทดสอบ

ในฟอรัมแฟนคลับอย่าง Toon Army Forum มีการถกเถียงอย่างดุเดือดว่า ทีมกำลัง “ถอยหลัง” หลังจากการลงทุนอย่างมหาศาลจากกลุ่มทุนซาอุดิอาระเบีย

“เรามีขุมกำลังที่ดีกว่าเดิม แต่เล่นแย่กว่าเดิม — มันเกิดอะไรขึ้น?”
“เราไม่ต้องการเปลี่ยนโค้ช แต่เราต้องการเห็นแผนการที่ชัดเจนอีกครั้ง”

เสียงจากอัฒจันทร์ยังไม่ถึงขั้นเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลง แต่เริ่มมีแววความกังวลปรากฏอย่างเห็นได้ชัด

ฟลิก ทำอย่างไรกับการปลุกฟอร์มกระฉูดของ แรชฟอร์ด

เมื่อ บาร์เซโลนา ตกลงข้อตกลงการยืมตัว มาร์คัส แรชฟอร์ด (Marcus Rashford) ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา พวกเขากำลังเดิมพันกับตัวเองว่าจะสามารถจุดประกายการฟื้นฟูอาชีพของนักเตะที่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขานั้น เคยเป็นหนึ่งในกองหน้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในโลก และจนถึงตอนนี้ การเดิมพันครั้งนี้ดูเหมือนจะคุ้มค่า นักเตะวัย 27 ปี ทำประตูได้ 5 ลูก และมีส่วนร่วมในการแอสซิสต์ 6 ครั้งในทุกรายการการแข่งขันในช่วงเริ่มต้นของฤดูกาลแบบยืมตัวหนึ่งปีจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บาร์ซ่า ซึ่งอยู่ห่างจาก เรอัล มาดริด เพียง 2 แต้มก่อนเข้าสู่เกม เอล คลาซิโก วันอาทิตย์นี้ มีออปชั่นในการเซ็นสัญญาถาวรเมื่อสิ้นสุดแคมเปญ และ แรชฟอร์ด ดูเหมือนจะกระตือรือร้นที่จะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น แล้วโค้ช ฮันซี่ ฟลิก (Hansi Flick) แห่ง บาร์ซ่า และทีมงานของเขาได้หันเหสิ่งต่าง ๆ ให้กับเขาได้อย่างไร? เราจะวิเคราะห์ว่าบทบาทของเขาและกลยุทธ์ของ บาร์ซ่า รวมกันอย่างไรเพื่อดึงศักยภาพสูงสุดออกมาจากนักเตะที่ดูเหมือนจะหลงทางในฤดูกาลที่แล้วที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

อิสระในการเคลื่อนที่เข้าสู่แนวกลาง ที่ ฟลิก วางไว้ให้ แรชฟอร์ด

ฮันซี่ ฟลิก กับ แรชฟอร์ด บาร์ซ่า

เมื่อวิเคราะห์นักเตะ จะต้องแยกความแตกต่างระหว่างตำแหน่งและบทบาท บนกระดาษ ตำแหน่งของ แรชฟอร์ด คือปีกซ้าย แต่นี่ไม่ได้บอกเรื่องราวทั้งหมด ในฤดูกาลแรกของ เท็น ฮาก (Ten Hag) ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แรชฟอร์ด ทำประตูได้ 30 ลูกและมีส่วนช่วยแอสซิสต์ 12 ครั้ง เนื่องจากเขาได้รับผลประโยชน์จากการยืนอยู่ในตำแหน่งที่อยู่ครึ่งทางระหว่างปีกและกองหน้า ฟลิก ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ และ มาร์คัส แรชฟอร์ด (Marcus Rashford)  ได้รับอนุญาตให้ลอยตัวระหว่างการเล่นที่ปีกซ้ายและการเคลื่อนที่เข้ามาตรงกลาง ผลที่ตามมาคือ แรชฟอร์ด พบว่าตัวเองอยู่ใกล้ประตูมากขึ้น ซึ่งทำให้เขาสามารถยิงจากตำแหน่งที่อันตรายมากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากความสามารถในการตีลูกที่อยู่ในระดับโลกของเขา อิสระนี้ได้ทำให้เขาสามารถตัดสินเกมใหญ่ ๆ ได้ ลูกยิงที่ยอดเยี่ยมจากนอกกรอบเขตโทษของเขาในเกมกับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United) ใน แชมเปี้ยนส์ ลีก เกิดขึ้นเมื่อเขาลอยเข้าสู่แนวกลาง - ในความเป็นจริงแล้วอยู่ใกล้กับด้านขวามากกว่า - จากตำแหน่งปีกซ้ายของเขา ฟลิก ชอบให้นักเตะโจมตีของเขารวมกลุ่มกันที่แนวกลาง และการที่ แรชฟอร์ด หมุนเข้าด้านในช่วยเชื่อมโยงการเล่นโจมตีของ บาร์ซ่า เข้าด้วยกัน รูปแบบการเล่นที่พบเห็นบ่อยของ บาร์ซ่า ในฤดูกาลนี้คือการที่เขาเคลื่อนที่เข้าด้านในสู่พื้นที่ครึ่งซ้าย (left half-space) และถูกค้นพบโดยกองกลางด้วยการหันหลังให้กับประตู

ระบบการเล่นที่เหมาะสม ทำให้ แรชฟอร์ด เคลื่อนที่ได้อย่างที่เขาต้องการ

มาร์คัส แรชฟอร์ด (Marcus Rashford)  จะส่งลูกให้กับเพื่อนร่วมทีมที่อยู่ในพื้นที่ว่างระหว่างแนวและหันหน้าไปข้างหน้า - กล่าวโดยย่อคืออยู่ในตำแหน่งที่อันตราย นี่คือสิ่งที่ทำให้ แรชฟอร์ด กลายเป็นผู้เล่นที่สมบูรณ์แบบสำหรับระบบของ ฟลิก การที่ ฟลิก ให้อิสระแก่ แรชฟอร์ด ในการเคลื่อนที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้เขาทำประตูได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้เขากลายเป็นส่วนสำคัญของการสร้างจังหวะการเล่นของทีมอีกด้วย ความสามารถในการอ่านเกมและการตัดสินใจที่ถูกต้องในการเคลื่อนที่เข้าหาตำแหน่งที่เหมาะสมทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สำคัญที่สุดในทีม ฟลิก เป็นที่รู้จักในการพัฒนานักเตะและการใช้กลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น ประสบการณ์ของเขากับ บาเยิร์น มิวนิค (Bayern Munich) และทีมชาติ เยอรมนี (Germany) ได้สอนให้เขารู้ว่าจะดึงศักยภาพสูงสุดออกมาจากนักเตะที่มีความสามารถอย่างไร กรณีของ แรชฟอร์ด ก็ไม่ต่างกัน การวิเคราะห์วิดีโอและการฝึกซ้อมที่เฉพาะเจาะจงได้ช่วยให้ แรชฟอร์ด เข้าใจบทบาทของเขาในทีมได้ดีขึ้น เขาไม่ได้ถูกจำกัดให้อยู่แค่บนปีกซ้ายอีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้เล่นที่สามารถสร้างภัยคุกคามได้จากหลายตำแหน่ง อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ แรชฟอร์ด ประสบความสำเร็จที่ บาร์เซโลนา คือการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมทีมที่มีคุณภาพสูง นักเตะอย่าง เปดรี้ (Pedri), กาบี (Gavi) และ เฟรงกี้ เดอ ยอง (Frenkie de Jong) ล้วนเข้าใจการเคลื่อนไหวของเขาและสามารถส่งลูกให้เขาได้ในเวลาที่เหมาะสม ความเข้าใจร่วมกันนี้ทำให้การเล่นของ บาร์ซ่า ดูลื่นไหลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แรชฟอร์ด ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองอีกต่อไป แต่สามารถพึ่งพาเพื่อนร่วมทีมเพื่อสร้างโอกาสได้ บางทีสิ่งสำคัญที่สุดที่ ฟลิก ได้ให้กับ แรชฟอร์ด ก็คือความมั่นใจ หลังจากฤดูกาลที่ยากลำบากที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แรชฟอร์ด ต้องการสภาพแวดล้อมใหม่ที่เขาสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ บาร์เซโลนา และ ฟลิก ได้ให้โอกาสนั้นแก่เขา

การที่ได้รับความไว้วางใจจากโค้ชและทีมงานทำให้ แรชฟอร์ด กล้าที่จะเสี่ยงมากขึ้นในสนาม เขาไม่กลัวที่จะลองทำสิ่งต่าง ๆ และนั่นได้นำไปสู่ช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมหลายช่วงในสนาม ผลงานของ มาร์คัส แรชฟอร์ด (Marcus Rashford) ไม่เพียงแต่ดีสำหรับตัวเขาเองเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อทีมโดยรวม บาร์เซโลนา มีตัวเลือกการโจมตีที่หลากหลายมากขึ้น และคู่แข่งต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการป้องกันพวกเขา การที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด (Marcus Rashford) สามารถทำประตูและแอสซิสต์ได้อย่างสม่ำเสมอทำให้ บาร์ซ่า มีโอกาสที่ดีในการแข่งขันทั้งใน ลา ลีกา (La Liga) และ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลนี้ ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมในช่วงเริ่มต้นของฤดูกาล ดูเหมือนว่า บาร์เซโลนา จะใช้ออปชั่นในการซื้อขาดตัว แรชฟอร์ด เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล และสำหรับ แรชฟอร์ด เองก็ดูเหมือนจะพอใจกับชีวิตที่ บาร์เซโลนา มากเขาได้พบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับเขาในการเล่นฟุตบอล และภายใต้การดูแลของ ฟลิก เขากำลังกลับมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลกอีกครั้ง การฟื้นฟูอาชีพของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ บาร์เซโลนา เป็นเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมของการที่โค้ชที่เหมาะสมและระบบที่ถูกต้องสามารถเปลี่ยนแปลงนักเตะได้อย่างไร

จากลีกที่สามของเยอรมนี สู่การเป็นดาวเด่นของพรีเมียร์ลีก นิค วอลเทอมาเด้อ

ก่อนหน้านี้ความรู้สึกเหมือนอยู่ห่างไกลจากพรีเมียร์ลีก ( Premier League ) มาก นิค วอลเทอมาเด้อ ( Nick Woltemade ) กำลังอยู่ในช่วงยืมตัวที่ เอลเวอร์สเบิร์ก ( Elversberg ) เมื่อกองหน้าคนนี้ลงเล่นกับ ร็อต ไวส์-เอสเซ่น ( Rot Weiss-Essen ) ในลีกที่สามของฟุตบอลเยอรมนีในปี 2023 เขาอาจจะมีความสูงถึง 6 ฟุต 6 นิ้ว (1.98 เมตร) ที่มองเห็นได้ชัดเจน แต่เขายังไม่ใช่ชื่อที่ใครๆ รู้จักในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม เพื่อนร่วมทีม ลูก้า เดอร์โฮลซ์ ( Luca Durholtz ) รู้ดีว่านักเตะที่จะกลายเป็นนักเตะสัญญาสถิติใหม่ของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ( Newcastle United ) สามารถทำอะไรได้บ้าง "หนึ่งในเจ้าหน้าที่ของ ร็อต ไวส์-เอสเซ่น พูดกับผมว่า 'อูฐตัวสูงตัวนั้นไม่ใช่นักเตะจริงๆ ใช่มั้ย?'" "ผมตอบว่า 'แค่รอดูว่าเขาเล่นยังไง เพื่อน'" "เราชนะและ นิค ยิงประตูได้" วอลเทอมาเด้อ เคยชินกับการพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าพวกเขาผิด

เพียงแค่เดือนที่แล้ว คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิเก้ ( Karl-Heinz Rummenigge ) สมาชิกคณะกรรมการกำกับดูแลของ บาเยิร์น มิวนิค ( Bayern Munich ) กล่าวว่า นิวคาสเซิล เป็น "คนโง่" ที่จ่าย 69 ล้านปอนด์เพื่อซื้อเขามาจาก สตุ๊ตการ์ต ( Stuttgart ) แต่ วอลเทอมาเด้อ เข้าใจว่าเขาแค่ยักไหล่เฉยๆ กับคำพูดนั้น

แทนที่จะแสดงความคิดเห็นโดยตรง เขาเลือกที่จะปล่อยให้ผลงานของเขาพูดแทน และนักเตะชาวเยอรมันคนนี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายของ บาเยิร์น ในการเสนอซื้อหลายครั้งที่ล้มเหลวในช่วงซัมเมอร์ที่แล้ว ได้เริ่มต้นอาชีพที่ ไทน์ไซด์ ( Tyneside ) อย่างแข็งแกร่ง โดยยิงได้ 4 ประตูในการลงเล่นเป็นตัวจริง 5 นัดแรก แล้วอะไรทำให้นักเตะวัย 23 ปีคนนี้เป็นพรสวรรค์ที่มีเอกลักษณ์?

นิค วอลเทอมาเด้อ เขาไม่ใช่นักเตะแบบทั่วไปที่คุณคาดหวัง

นิค วอลเทอเมอเด้อ สาลิกาดง นิวคาสเซิ่ล

วอลเทอมาเด้อ ตัวสูงโปร่งดูเหมือนเป็นเครื่องทุบกำแพงแบบทั่วไป กองหน้าคนนี้ยิงประตูด้วยหัวครึ่งหนึ่งจากประตูทั้งหมดที่ทำให้ นิวคาสเซิล และเขายังเปิดบัญชีให้ทีมชาติเยอรมนี ( Germany ) หลังจากไปโขกประตูจากลูกเตะมุมกับ ไอร์แลนด์เหนือ ( Northern Ireland ) ในวันจันทร์ที่ผ่านมา แต่รูปลักษณ์ภายนอกอาจทำให้เข้าใจผิดได้ เพื่อนร่วมทีมของ วอลเทอมาเด้อ ที่ นิวคาสเซิล ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าพวกเขาสามารถส่งบอลให้กับกองหน้าคนนี้ได้ และเขาสามารถกุมบอลไว้ได้ภายใต้แรงกดดัน หลบหลีกจากนักเตะที่เฝ้าเขา หรือส่งพาสที่ดึงผู้เล่นคนอื่นเข้ามาในเกม จากฐานข้อมูลสถิติฟุตบอล FBref เขาได้รับพาส 108 ครั้งให้กับ นิวคาสเซิล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจจากผู้เล่นรอบตัว รวมถึงความสามารถในการครอบครองบอลของเขา กองหน้าที่มีเทคนิคคนนี้ยังมีเปอร์เซ็นต์การส่งบอลสำเร็จ (82.6%) ที่อยู่ในอันดับห้าอันดับแรกของสโมสร นอกจากจะเป็นจุดศูนย์กลางแล้ว วอลเทอมาเด้อ ยังสามารถถอยลึกและเชื่อมโยงการเล่น ป้อนบอลให้กับปีกเร็วอย่าง แอนโทนี่ กอร์ดอน ( Anthony Gordon ) และ แอนโทนี่ เอลางก้า ( Anthony Elanga ) และส่วนใหญ่ (71 ครั้ง) จากการสัมผัสบอล 132 ครั้งของเขาเกิดขึ้นในเขตกลางของสนาม มากกว่าในเขตสุดท้าย อดีตเพื่อนร่วมทีม เดอร์โฮลซ์ กล่าวว่า "รูปแบบกองหน้าแบบนี้ไม่มีอยู่จริงๆ" ที่อื่น ในขณะที่เพื่อน โยริค วุลฟ์ ( Jorik Wulff ) เสริมในทำนองเดียวกันว่า "ทีมส่วนใหญ่ไม่มีนักเตะประเภทนี้" หลังจากที่เขาได้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับ วอลเทอมาเด้อ ที่ แวร์เดอร์ เบรเมน ( Werder Bremen ) "เขาไม่เคลื่อนไหวเหมือนกองหน้าที่สูง 2 เมตร" วุลฟ์ กล่าว "เขาต้องการบอลที่เท้าและพยายามเลี้ยงบอลและผ่านกองหลัง ดังนั้นเขาจึงไม่ใช่นักเตะแบบทั่วไปที่คุณคาดหวังเมื่อเห็นเขา" "เพราะเขาสูงมาก กองหลังส่วนใหญ่คิดว่าเขาแข็งแกร่งแค่ในอากาศเท่านั้น แต่ความสามารถทางเทคนิคของเขาดีมากสำหรับนักเตะที่มีขนาดเท่านี้ นั่นทำให้เขาพิเศษ"

การพัฒนาที่น่าทึ่งจากลีกรอง สู่การขยับเป็นดาวยิงระดับทีมชาติเยอรมัน

เส้นทางสู่ความสำเร็จของ วอลเทอมาเด้อ ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่น เขาเริ่มต้นจากระบบเยาวชนของ แวร์เดอร์ เบรเมน ก่อนที่จะย้ายไป สตุ๊ตการ์ต ในปี 2021 การย้ายไปยืมตัวที่ เอลเวอร์สเบิร์ก ในลีกที่สองของเยอรมนี ( 2. Bundesliga ) กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพของเขา การได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอและมีโอกาสพิสูจน์ตัวเองในระดับที่สูงขึ้นทำให้เขาสามารถพัฒนาเกมของตัวเองได้อย่างมากในช่วงที่อยู่กับ เอลเวอร์สเบิร์ก วอลเทอมาเด้อ ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลาย ไม่เพียงแต่เป็นกองหน้าที่อันตรายในกรอบโทษ แต่ยังสามารถสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมได้อีกด้วย สิ่งที่ทำให้ วอลเทอมาเด้อ แตกต่างจากกองหน้าตัวสูงคนอื่นๆ คือความสามารถในการปรับตัวตามสถานการณ์ของเกม เขาไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดหมายปลายทางของการโจมตี แต่ยังเป็นผู้เริ่มต้นการโจมตีด้วย ความสามารถในการควบคุมบอลด้วยเท้าที่ประณีต แม้จะมีความสูงเกือบ 2 เมตร ทำให้เขาสามารถรับบอลในพื้นที่แคบๆ และสร้างพื้นที่ให้ตัวเองและเพื่อนร่วมทีมได้ การวิเคราะห์เกมของเขาแสดงให้เห็นว่า วอลเทอมาเด้อ ไม่ได้อยู่แค่ในกรอบโทษรอรับบอลข้าม แต่เขาเคลื่อนที่ไปมาระหว่างเส้นต่างๆ สร้างความสับสนให้กับกองหลังคู่ต่อสู้ ด้วยการเริ่มต้นที่ประทับใจในชุด นิวคาสเซิล วอลเทอมาเด้อ กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าการลงทุน 69 ล้านปอนด์นั้นคุ้มค่า เขาไม่เพียงแต่ทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอ แต่ยังยกระดับเกมของทีมในภาพรวม การที่เขาสามารถเล่นได้หลายตำแหน่งและมีบทบาทที่หลากหลายในทีม ทำให้เขาเป็นหนึ่งในกองหน้าที่มีค่าที่สุดในพรีเมียร์ลีก การพัฒนาอย่างต่อเนื่องและการปรับตัวเข้ากับสไตล์การเล่นของลีกอังกฤษทำให้อนาคตของเขาดูสดใสมาก วอลเทอมาเด้อ ได้พิสูจน์แล้วว่าขนาดของร่างกายไม่ได้เป็นตัวกำหนดสไตล์การเล่น และการมีเทคนิคที่ดีสามารถทำให้นักเตะตัวสูงกลายเป็นภัยคุกคามที่หลากหลายมิติได้ การเปลี่ยนแปลงมุมมองของการใช้กองหน้าตัวสูงในฟุตบอลสมัยใหม่นี้ อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของมรดกที่เขาจะทิ้งไว้ให้กับวงการฟุตบอล

 

กัปตันผู้โชคร้าย โอเดนการ์ด กับสถิติอาการบาดเจ็บที่ไม่น่าจดจำ

เพียงสามวันหลังจากการแสดงที่ "ยอดเยี่ยม" ในศึก Champions League เมื่อเจอ Olympiakos สถานการณ์กลับไม่เป็นไปในทางที่ดีอีกครั้งสำหรับ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) กัปตันทีม Arsenal (อาร์เซนอล) สร้างประวัติศาสตร์ในชัยชนะ 2-0 เหนือ West Ham (เวสต์แฮม) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เมื่อเขาต้องถูกเปลี่ยนตัวออกหลังเล่นไปเพียง 30 นาที กลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ Premier League (พรีเมียร์ลีก) ที่ถูกเปลี่ยนตัวออกก่อนครึ่งเวลาในการลงเล่นติดต่อกันสามนัดติดต่อกันนี่เป็นช่วงเวลาที่น่าหงุดหงิดของช่วงต้นฤดูกาลสำหรับกองกลางวัย 26 ปีชาว Norway (นอร์เวย์) ผู้ซึ่งต้องออกจากสนามก่อนเวลาในเกมชนะ Leeds (ลีดส์) และ Nottingham Forest (น็อตติงแฮม ฟอเรสต์) เช่นกัน

ปัญหาบาดเจ็บที่ส่งผลกระทบต่อการค้าแข้งของเขาอย่างไม่จบสิ้น

ในโอกาสก่อนหน้านี้ สาเหตุที่ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) ต้องออกจากสนามก่อนเวลาเป็นเพราะปัญหาบาดเจ็บที่ไหล่ที่ยังไม่หาย แต่ครั้งนี้หลังจากได้รับการคัดเลือกให้ลงเล่นในทีมที่มีแนวรับการเล่นแบบโจมตีจากผู้จัดการทีม Mikel Arteta (มิเกล อาร์เตต้า) เขาต้องถูกเปลี่ยนตัวออกหลังจากเข่าชนกับกองหน้า West Ham อย่าง Crysencio Summerville (คริเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์)

"ผมเพิ่งคุยกับเขามา" Arteta กล่าวหลังจบเกม "เขาไม่มองในแง่บวกเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เขาต้องสวมอุปกรณ์พยุงเข่า เราต้องรอดูจากหมอก่อน แต่เราก็ไม่ได้โชคดีกับเรื่องนี้เท่าไหร่" "เราไม่มีเขาตั้งแต่ต้นฤดูกาลด้วยเหตุผลต่างๆ ไหล่บาดเจ็บสองครั้งแล้วก็บาดเจ็บครั้งนี้" "เราต้องรอดูความรุนแรงของการบาดเจ็บนั้นและเราจะหาทางแก้ไข แต่เห็นได้ชัดว่าเขาคือกัปตันของเราและเป็นนักเตะที่ให้มิติที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่เขาสามารถทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการโจมตี" "เรามารอกันและหวังว่ามันจะไม่แย่ขนาดนั้น"

สถิติที่ไม่อยากให้จดบันทึกของ มาร์ติน โอเดนการ์ด

Arsenal 5-0 Leeds (23 สิงหาคม)

หลังจากลงเล่นครบ 90 นาทีในเกมเปิดสนามของแคมเปญนี้เมื่อเจอ Manchester United (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 38 ของเกมที่สองเมื่อเจอ Leeds หลังจากไปตกกระแทกไหล่อย่างรุนแรง

Arteta กล่าวว่ามันยากที่จะบอกได้ว่าการบาดเจ็บร้ายแรงแค่ไหนทันทีหลังจบเกม และบอกว่าเขาจะถูกส่งไปเอกซเรย์

Arsenal 3-0 Nottingham Forest (13 กันยายน)

มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) กลับมาอยู่ในทีมสำหรับเกมแพ้ 1-0 ให้กับ Liverpool (ลิเวอร์พูล) แปดวันต่อมา โดยลงเล่นให้ใน 20 นาทีสุดท้าย จากนั้นลงสนามเป็นตัวจริงในทั้งสองเกมของ Norway ในช่วงหยุดทีมชาติเดือนกันยายน

เขากลับมาอยู่ในทีมหลักของ Arsenal อีกครั้งเมื่อเจอ Nottingham Forest ในวันที่ 13 กันยายน แต่ต้องออกจากสนามอีกครั้งในนาทีที่ 18 โดย Arteta ยืนยันในภายหลังว่าการบาดเจ็บนี้เป็นการกลับมาเป็นซ้ำของปัญหาบาดเจ็บที่ไหล่

Arsenal 2-0 West Ham (4 ตุลาคม)

มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) พลาดเกมถัดไปของ Arsenal ทั้งสามนัดก่อนจะกลับมาเป็นตัวสำรองตอนท้ายเกมเมื่อเจอ Newcastle (นิวคาสเซิล) ในวันที่ 28 กันยายน และจากนั้นลงเล่นเต็มเวลาในเกม Champions League เมื่อเจอ Olympiakos ในวันพุธที่ผ่านมา

แต่เพียงครึ่งชั่วโมงในชัยชนะเหนือ West Ham ในวันเสาร์ เขาต้องถูกเปลี่ยนตัวออกอีกครั้ง ครั้งนี้เพราะการกระแทกที่เข่า มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) ไม่ใช่แค่กัปตันทีมของ Arsenal เท่านั้น แต่เขายังเป็นหัวใจสำคัญของเกมรุกของทีม ความสามารถในการสร้างสรรค์เกม การส่งบอล และการควบคุมจังหวะการเล่นของเขาทำให้ Arsenal มีความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเขาลงเล่น การขาดตัวของ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard)ในหลายเกมของฤดูกาลนี้ได้สร้างความท้าทายให้กับ Arteta ในการหาผู้เล่นที่จะมาทดแทนบทบาทของเขา แม้ว่าทีมจะยังสามารถทำผลงานได้ดีในหลายเกมที่เขาไม่ได้ลงเล่น แต่การมีเขาในสนามจะทำให้ Arsenal มีตัวเลือกในการเล่นที่หลากหลายมากขึ้น การบาดเจ็บซ้ำซากของ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) อาจส่งผลกระทบต่อแผนการของ Arsenal ในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทีมกำลังแข่งขันในหลายรายการทั้ง Premier League, Champions League และถ้วยอื่นๆ Arteta จะต้องหาทางจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างระมัดระวัง ทั้งในแง่ของการใช้งานผู้เล่น การหมุนเวียนทีม และการดูแลสภาพร่างกายของนักเตะ การมีแผนสำรองที่ดีและผู้เล่นที่สามารถก้าวเข้ามาแทนที่ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของทีม ทีมแพทย์ของ Arsenal จะต้องทำการประเมินความรุนแรงของการบาดเจ็บล่าสุดของ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) อย่างละเอียด เพื่อกำหนดระยะเวลาในการพักฟื้นที่เหมาะสม การรีบกลับมาลงเล่นเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำซากได้ ดังที่เห็นจากกรณีของบาดเจ็บที่ไหล่ซึ่งกลับมาเป็นซ้ำ

ความสำคัญของการฟื้นฟูสภาพอย่างถูกต้องและการดูแลสุขภาพของนักเตะอย่างใกล้ชิดจะเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) กลับมามีสภาพร่างกายที่แข็งแรงและพร้อมลงเล่นได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับแฟนบอล Arsenal และตัว มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard)เองคงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการบาดเจ็บครั้งนี้จะไม่รุนแรงมากนัก และเขาจะสามารถกลับมาช่วยทีมได้ในเร็ววัน การมีกัปตันทีมที่แข็งแรงและพร้อมลงเล่นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความทะเยอทะยานของ Arsenal ในฤดูกาลนี้ สถิติที่ไม่น่าภูมิใจนี้ของ มาร์ติน โอเดนการ์ด (Martin Ødegaard) เป็นเพียงบทพิสูจน์ถึงความโชคร้ายที่เขาต้องเผชิญในช่วงต้นฤดูกาล แต่ด้วยความสามารถและความมุ่งมั่นของเขา เชื่อว่าเขาจะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และกลับมาเป็นผู้นำ Arsenal สู่ความสำเร็จได้อีกครั้ง

คริสเตียน เบอร์เจส กัปตันยูเนี่ยน แซงต์-กิลลัวส์

ในฐานะบัณฑิตสาขาประวัติศาสตร์ผู้ศึกษาเรื่องราวสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง คริสเตียน เบอร์เจส กัปตันทีมยูเนี่ยน แซงต์-กิลลัวส์ รู้ดีว่าความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่นของเบลเยียมสามารถยืนหยัดต่อกรกับมหาอำนาจที่มั่งคั่งกว่าได้อย่างไร

“ผมเคยศึกษาเรื่องเล็ก ๆ ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุของสงคราม เบลเยียมถูกสหราชอาณาจักรปกป้อง และเมื่อพวกเขาถูกบุก นั่นก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สหราชอาณาจักรเข้าสู่สงคราม” เบอร์เจสเล่าย้อนความหลังกับ BBC Sport

สำหรับผู้ที่คลั่งไคล้ประวัติศาสตร์ การใช้ชีวิตในภูมิภาคนี้ช่างน่าหลงใหล เขาบอกว่าเพียงแค่ขับรถผ่าน ก็จะเห็นอนุสรณ์สถานของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสองอยู่รอบตัว เตือนใจอยู่เสมอถึงความทรหดของผู้คนที่นี่

อาชีพนักฟุตบอล: การล้มยักษ์ที่แท้จริง

เสนทางลูกหนังของเบอร์เจสเองก็สะท้อนความเป็น "ผู้ท้าชิง" เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์บ้านเมือง เขายอมรับว่าตลอดอาชีพไม่เคยคิดว่าจะได้สัมผัสเวที ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก แต่วันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา เขาลงสนามพบกับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ด้วยวัย 33 ปี 344 วัน กลายเป็นนักเตะอังกฤษนอกสนามที่มีอายุมากที่สุดที่ได้ประเดิมแชมเปียนส์ลีก นับตั้งแต่ สตีฟ โบลด์ ของอาร์เซนอลในปี 1998

ความทรงจำจากเด็กน้อยสู่นักเตะใหญ่

Christian Burgess captain of Union Saint-Gilloise

เกมที่จะได้เปิดบ้านพบ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ทีมดังพรีเมียร์ลีก ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ อาจเป็นอีกค่ำคืนที่เบอร์เจสไม่มีวันลืม

“ตอนเด็ก ผมจำได้ว่ามักนั่งดูแชมเปียนส์ลีก จำได้ว่ารอบชิงที่อิสตันบูลที่ลิเวอร์พูลพลิกนรกได้ หรือเกมเชลซี-บาร์เซโลนาที่โรนัลดินโญ่ยิงประตูมหัศจรรย์ พวกนั้นคือความทรงจำที่ติดอยู่ในหัวตลอดมา และผมไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เล่นในรายการนั้นจริง ๆ”

“พอถึงเวลานี้ ผมหวนคิดถึงวัยเด็กแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ เพราะมันแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าผมกำลังจะได้เป็นกัปตันนำทีมลงสนามในเวทีที่ครั้งหนึ่งผมเคยเฝ้ามองด้วยความทึ่ง”

ยูเนี่ยน แซงต์-กิลลัวส์ผู้ท้าทายตัวจริง

แม้จะถูกมองว่าเป็นรองเมื่อเผชิญหน้ากับทีมมหาอำนาจจากอังกฤษ แต่ทั้ง ยูเนี่ยน แซงต์-กิลลัวส์ และกัปตันของพวกเขาก็พร้อมพิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในแบบฉบับเบลเยียม — ประเทศเล็ก ๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยยืนหยัดต่อกรกับยักษ์ใหญ่ของโลก และวันนี้สโมสรเล็กจากบรัสเซลส์ก็หวังจะสร้างตำนานในแชมเปียนส์ลีกเช่นกัน

อาร์เซน่อลชนะนิวคาสเซิ่ล 2-1 ในนาทีสุดท้าย มากัลเญสเป็นฮีโร่

การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ฤดูกาล 2024/25 แมตช์เดย์ที่ 6 ได้มอบความตื่นเต้นสุดระทึกให้กับแฟนบอลทั่วโลก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2025 ที่ผ่านมา ในเกมที่สนามเซนต์ เจมส์ ปาร์ก เมืองนิวคาสเซิล อาร์เซน่อลสามารถแซงชนะเจ้าบ้านนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดไปได้อย่างน่าทึ่งด้วยสกอร์ 2-1 โดยกาเบรียล มากัลเญส กลายเป็นฮีโร่ตัวจริงด้วยการยิงประตูชัยชนะในนาทีที่ 90+6 ทำให้ปืนใหญ่สามารถกระโดดขึ้นมาอยู่ในอันดับรองฝูงของตารางคะแนน และจี้ลิเวอร์พูลผู้นำตารางอยู่เพียงแค่ 2 คะแนนเท่านั้น

การชนะในเกมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออาร์เซน่อล หลังจากที่ต้องเสมอกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในเกมก่อนหน้า ทำให้พวกเขาต้องการชัยชนะเพื่อรักษาโมเมนตัมในการไล่ล่าแชมป์ในฤดูกาลนี้ ขณะที่นิวคาสเซิ่ลก็พยายามหาแต้มเพื่อปรับปรุงอันดับที่ยังไม่น่าพอใจนัก เกมนี้จึงเป็นมากกว่าแค่การแข่งขันธรรมดา แต่เป็นการพิสูจน์ความแข็งแกร่งทางจิตใจและความสามารถในการต่อสู้จนถึงนาทีสุดท้ายของทั้งสองทีม

สถิติและฟอร์มก่อนเกมของทั้งสองทีม

ก่อนที่จะเข้าสู่การวิเคราะห์เกม เราต้องมาดูฟอร์มและสถิติของทั้งสองทีมก่อนการพบกันในครั้งนี้ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจบริบทของเกมได้ดีขึ้น

นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ทีมเจ้าถิ่นเข้าสู่เกมนี้ด้วยฟอร์มที่ค่อนข้างผันผวน พวกเขาอยู่ในอันดับที่ 15 ของตารางคะแนน จากการแข่งขันไป 5 นัด มีผลงานชนะ 1 เสมอ 3 และแพ้ 1 รวมได้ 6 คะแนน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าความคาดหวังของทีมที่มีศักยภาพและทุนสำรองมากมาย ในเกมล่าสุดก่อนหน้านี้ พวกเขาเสมอกับบอร์นมัธไปแบบไร้สกอร์ 0-0 แสดงให้เห็นถึงปัญหาในเรื่องของการทำประตูที่ยังไม่คมกริบเท่าที่ควร

ผู้จัดการทีมนิวคาสเซิ่ลต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างเกมรุกที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าทีมจะมีนักเตะคุณภาพอย่าง อเล็กซานเดอร์ อิซัค, แอนโธนี่ อีแลงก้า, และซานโดร โตนาลี่ แต่การทำงานร่วมกันยังไม่ลงตัวเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม การเล่นบนสนามเซนต์ เจมส์ ปาร์ก ซึ่งเป็นป้อมปราการของพวกเขา มักจะทำให้ทีมมีกำลังใจและพลังมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้รับการสนับสนุนจากแฟนบอลที่เต็มสนาม

ในขณะที่อาร์เซน่อล ทีมเยือนเข้าสู่เกมนี้ด้วยฟอร์มที่ดีกว่าเล็กน้อย จากการแข่งขัน 5 นัด พวกเขามีผลงานชนะ 3 เสมอ 1 และแพ้ 1 รวมได้ 10 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 7 ของตาราง ในเกมล่าสุด ปืนใหญ่เสมอกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผู้ท้าชิงอันดับหนึ่ง 2-2 ซึ่งถือเป็นผลงานที่น่าพอใจ แม้จะไม่ได้ชัยชนะ แต่การเสมอกับทีมท็อปฟอร์มอย่างซิตี้ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของทีม

มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีมชาวสเปน มีความมั่นใจในแนวทางการเล่นของทีม โดยเฉพาะระบบการครอบครองบอลและการสร้างเกมจากแนวหลัง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาร์เซน่อล ทีมมีนักเตะคุณภาพในทุกแนว ไม่ว่าจะเป็น บูคาโย ซาก้า ที่เป็นแนวรุกที่แหลมคม, มาร์ติน เอเดการ์ด ที่เป็นกัปตันและหัวหอกของทีม, รวมถึงแนวรับที่แข็งแกร่งด้วย วิลเลียม ซาลิบา และกาเบรียล มากัลเญส ที่กลายเป็นฮีโร่ในเกมนี้

จากสถิติและฟอร์มของทั้งสองทีม จึงคาดการณ์กันว่าเกมนี้อาร์เซน่อลน่าจะมีความได้เปรียบมากกว่า แต่ฟุตบอลก็คือความไม่แน่นอน และนั่นคือสิ่งที่เราได้เห็นในเกมนี้

จังหวะสำคัญในครึ่งแรก

Key moments in the first half

เมื่อเกมเริ่มต้นขึ้น อาร์เซน่อลได้เข้าครอบครองเกมตั้งแต่นาทีแรก โดยพยายามสร้างจังหวะการโจมตีอย่างต่อเนื่อง ในนาทีที่ 5 ปืนใหญ่เกือบจะได้ประตูขึ้นนำไปแล้ว เมื่อเอเบเรชี่ เอเซ่ แนวรุกหนุ่มของทีม ได้เก็บบอลตกหน้ากรอบเขตโทษก่อนซัดด้วยเท้าขวาอย่างแม่นยำ บอลพุ่งไปทางมุมประตู แต่นิค โป๊ป ผู้รักษาประตูของนิวคาสเซิ่ลที่อยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยม สามารถพุ่งไปปัดบอลออกไปได้อย่างหวุดหวิด จังหวะนี้เป็นสัญญาณแรกที่บอกว่าอาร์เซน่อลมีแผนที่จะรุกหนักตั้งแต่ต้นเกม

นาทีที่ 14 เกิดจังหวะที่เป็นประเด็นถกเถียงอย่างมากในเกมนี้ แนวรับของนิวคาสเซิ่ลเกิดความผิดพลาดในการส่งบอลกลับหาผู้รักษาประตู ทำให้ไก ฮาเวิร์ตซ์ แนวหน้าของอาร์เซน่อลฉวยโอกาสฉกบอลไปได้ก่อนจะแตะบอลหลบนิค โป๊ป ที่วิ่งออกมาปิด จนทำให้โป๊ปล้มลงในเขตโทษ ผู้ตัดสินหลักคือ จาร์เรด กิลเล็ตต์ เป่านักหวิดชี้ว่าเป็นจุดโทษให้กับอาร์เซน่อล

แต่แล้วก็มีสัญญาณจากห้อง VAR (วิดีโอ ผู้ช่วยผู้ตัดสิน) แจ้งเข้ามาว่าต้องการให้ตรวจสอบจังหวะดังกล่าว กิลเล็ตต์ จึงวิ่งไปดูการเล่นซ้ำบนจอข้างสนาม หลังจากชมวิดีโอหลายมุมและใช้เวลาพิจารณาอย่างรอบคอบ เขาตัดสินใจยกเลิกการตัดสินจุดโทษ โดยมองว่านิค โป๊ป ไม่ได้ทำฟาวล์กับฮาเวิร์ตซ์ แต่ผู้เล่นอาร์เซน่อลหกล้มเองหลังจากพยายามหลบผู้รักษาประตู การตัดสินนี้ทำให้แฟนบอลอาร์เซน่อลไม่พอใจอย่างมาก เพราะพวกเขามองว่าโป๊ปมีการขัดขวางการเคลื่อนตัวของฮาเวิร์ตซ์อย่างชัดเจน

อาร์เซน่อลไม่ท้อถอยจากการตัดสินดังกล่าว พวกเขายังคงรุกหนักต่อเนื่อง ในนาทีที่ 25 ลีอันโดร ทรอสซาร์ด แนวกลางของทีม ได้โอกาสซัดจากมุมแคบทางซ้ายของเขตโทษ บอลพุ่งไปอย่างแรง แต่น่าเสียดายที่กระทบเสาประตูออกไป จังหวะนี้เป็นอีกหนึ่งโอกาสทองที่อาร์เซน่อลพลาดไป

แค่ 4 นาทีถัดมา ในนาทีที่ 29 เอเบเรชี่ เอเซ่ ได้โอกาสอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นการซัดวอลเลย์จากระยะประชิดประตูหลังจากเก็บบอลตกหน้าปากประตู เขาซัดด้วยกำลังเต็มที่ แต่นิค โป๊ป อีกครั้งก็แสดงฟอร์มอันยอดเยี่ยมด้วยการพุ่งไปปัดบอลออกไปได้อย่างน่าทึ่ง การเซฟของโป๊ปในครึ่งแรกนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นิวคาสเซิ่ลยังรักษาประตูสะอาดไว้ได้

นาทีที่ 32 บูคาโย ซาก้า ดาวเตะปีกขวาของอาร์เซน่อล ได้โอกาสทองอีกครั้ง เขากระชากบอลหนีแนวรับของนิวคาสเซิ่ลขึ้นมาทางขวา ก่อนจะตัดเข้ามาในเขตโทษและซัดไปที่เสาแรก แต่นิค โป๊ป อีกครั้งก็ยังทุบบอลออกไปได้ ณ จุดนี้ แฟนบอลอาร์เซน่อลเริ่มหงุดหงิดกับการที่ทีมสร้างโอกาสได้มากมายแต่ยังทำประตูไม่ได้สักที

แต่แล้วในนาทีที่ 34 ความคาดหวังของทุกคนก็พลิกผัน เมื่อนิวคาสเซิ่ลกลับสามารถทำประตูขึ้นนำได้อย่างไม่คาดฝัน จากการโจมตีเร็วหลังจากตัดบอลได้ในแดนกลาง ซานโดร โตนาลี่ แนวกลางชาวอิตาลี ได้บอลทางขวาก่อนจะเปิดบอลครอสเข้ามากลางประตูอย่างแม่นยำ นิค โวลเตอร์มาเด้อ แนวหน้าชาวอิตาลีของนิวคาสเซิ่ล ขึ้นโขกบอลด้วยแรงและจังหวะที่ดี บอลพุ่งหลุดมือดาบิด ราย่า ผู้รักษาประตูของอาร์เซน่อล ก่อนกระดอนเข้าไปในประตู นิวคาสเซิ่ลขึ้นนำ 1-0

ประตูนี้เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด หลังจากที่อาร์เซน่อลเป็นฝ่ายครอบครองเกมและสร้างโอกาสมากมาย แต่นี่คือฟุตบอล ที่บางครั้งทีมที่ได้โอกาสน้อยกว่าก็สามารถทำประตูได้จากการใช้โอกาสอย่างมีประสิทธิภาพ แฟนบอลเจ้าบ้านที่สนามเซนต์ เจมส์ ปาร์ก ระเบิดความดีใจอย่างล้นหลาม ขณะที่นักเตะอาร์เซน่อลต่างเงียบงัน พยายามปรับอารมณ์ให้พร้อมสำหรับการไล่ตีเสมอก่อนหมดครึ่งแรก

หลังจากนั้นจนจบครึ่งแรก อาร์เซน่อลพยายามกดดันหาประตูตีเสมอ แต่การป้องกันของนิวคาสเซิ่ลก็แน่นหนาและมีระเบียบ นำโดยฟาเบียน เชียร์ กัปตันทีม และแดน เบิร์น ที่ป้องกันอย่างเข้มแข็ง ประกอบกับนิค โป๊ป ที่ยังคงฟอร์มสุดยอด ทำให้ปืนใหญ่ต้องเข้าพักครึ่งด้วยการตามหลัง 0-1

การปรับเปลี่ยนและจังหวะสำคัญในครึ่งหลัง

เมื่อเกมเริ่มครึ่งหลัง มิเกล อาร์เตต้า ได้ทำการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เล็กน้อย โดยพยายามให้ทีมเพิ่มความเร็วในการหมุนเวียนบอลและการเคลื่อนตัวของนักเตะ เพื่อหาช่องว่างในแนวรับของนิวคาสเซิ่ลที่ตั้งรับอย่างหนาแน่น อาร์เซน่อลยังคงครอบครองบอลได้อย่างครอบงำ แต่การเจาะเข้าไปในเขตโทษยังคงเป็นปัญหา

นาทีที่ 59 เป็นอีกหนึ่งจังหวะสำคัญของเกม เอเบเรชี่ เอเซ่ แตะบอลสั้นๆ มาให้กับ มาร์ติน ซูบีเมนดี้ แนวหลังซ้ายของทีม ซูบีเมนดี้ได้บอลก่อนจะยกหยอดเข้าไปในเขตโทษอย่างสวยงาม ให้กับ ยูเรียน ทิมเบอร์ แนวหลังตัวสำรอง ที่เพิ่งลงมาเล่นในตำแหน่งเดินเกมตอนนั้น ทิมเบอร์ โหม่งบอลไปทางประตูอย่างดี แต่นิค โป๊ป อีกครั้งก็แสดงฟอร์มที่ยอดเยี่ยมด้วยการล้มตัวปัดบอลออกไปได้อย่างเหลือเชื่อ จังหวะนี้แฟนบอลอาร์เซน่อลต่างอุทานด้วยความผิดหวัง เพราะดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สามารถทำประตูได้เลยในวันนี้

อาร์เตต้า ตัดสินใจทำการเปลี่ยนตัวหลายคน เพื่อเพิ่มความสดชื่นและเปลี่ยนจังหวะการเล่น หนึ่งในนั้นคือการส่ง มิเกล เมรีโน่ แนวกลางชาวสเปนลงสนาม เมรีโน่เป็นนักเตะที่มีประสบการณ์และมีความสามารถในการทำประตูจากลูกตั้ง

และผลของการเปลี่ยนตัวนั้นก็เกิดขึ้นในนาทีที่ 84 อาร์เซน่อลได้ลูกเตะมุมทางซ้าย เดแคลน ไรซ์ แนวกลางชาวอังกฤษ ยกบอลเข้ามาในเขตโทษอย่างสวยงาม มิเกล เมรีโน่ ที่เพิ่งลงมาเล่นได้ไม่นาน เบียดร่างคู่แข่งก่อนจะโหม่งบอลจากระยะประมาณ 8 หลา บอลพุ่งไปอย่างแรงและแม่นยำ กระดอนชนเสาสองเหลี่ยมในก่อนดีดเข้าประตู นิค โป๊ป ยืนมองไปอย่างสิ้นหวัง ไม่สามารถทำอะไรได้ อาร์เซน่อลตีเสมอเป็น 1-1

สนามเซนต์ เจมส์ ปาร์ก เงียบกริบ ขณะที่นักเตะและแฟนบอลอาร์เซน่อลระเบิดความดีใจ ประตูนี้เกิดขึ้นในช่วงท้ายเกม ทำให้ทั้งสองทีมต่างตื่นตัวและพยายามหาประตูชัยชนะ บรรยากาศของเกมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่นิวคาสเซิ่ลกำลังจะปิดเกมด้วยชัยชนะ 1-0 กลับกลายเป็นว่าทั้งสองทีมมีโอกาสเท่าๆ กันในการคว้าชัยชนะ

จังหวะประตูชัยและดราม่าท้ายเกม

หลังจากที่อาร์เซน่อลตีเสมอได้ เกมยังคงดำเนินต่อไปอย่างตึงเครียด ทั้งสองทีมต่างพยายามหาประตูชัยชนะ แต่ความระมัดระวังก็เพิ่มมากขึ้น เพราะไม่อยากเสียประตูในช่วงท้ายเกม ผู้ตัดสินให้เวลาทดเทลไปอีก 7 นาที เนื่องจากมีการหยุดเกมหลายครั้งเพื่อตรวจสอบการบาดเจ็บและการใช้ VAR

ในนาทีที่ 90+4 เกิดจังหวะที่เป็นประเด็นอีกครั้ง แอนโธนี่ อีแลงก้า แนวหน้าของนิวคาสเซิ่ล กระดกบอลขึ้นไปและบอลไปโดนแขนของ กาเบรียล มากัลเญส ผู้เล่นแนวหลังของอาร์เซน่อล นักเตะนิวคาสเซิ่ลร้องขอจุดโทษ กรรมการฟังสัญญาณจากห้อง VAR และตัดสินใจไปดูการเล่นซ้ำ หลังจากพิจารณาแล้ว เขาตัดสินใจว่าไม่เป็นจุดโทษ เพราะบอลแฉลบเท้าของมากัลเญสก่อนที่จะลอยขึ้นมาโดนแขน ซึ่งถือว่าเป็นการแตะที่ไม่ได้ตั้งใจและอยู่ในท่าที่เป็นธรรมชาติของการเคลื่อนไหว

การตัดสินครั้งนี้ทำให้แฟนบอลนิวคาสเซิ่ลไม่พอใจอย่างมาก พวกเขามองว่าควรเป็นจุดโทษ เพราะบอลชัดเจนว่าโดนมือ แต่กฎฟุตบอลในปัจจุบันระบุว่า ถ้าบอลแฉลบจากส่วนอื่นของร่างกายก่อนแล้วค่อยโดนมือ และมือนั้นอยู่ในท่าที่เป็นธรรมชาติ ก็ไม่ถือว่าเป็นการทำฟาวล์ การตัดสินของกรรมการจึงถือว่าถูกต้องตามกฎ

แต่แล้วดราม่าที่แท้จริงก็เกิดขึ้นในนาทีที่ 90+6 อาร์เซน่อลได้ลูกเตะมุมอีกครั้ง บูคาโย ซาก้า ยกบอลเข้ามาในเขตโทษจากด้านขวา กาเบรียล มากัลเญส นั้นแหละ ผู้เล่นที่เพิ่งจะรอดพ้นจากการถูกเป่าจุดโทษ วิ่งเข้ามาพร้อมกับจังหวะที่สมบูรณ์แบบ เขาโหม่งบอลด้วยกำลังและความแม่นยำ บอลพุ่งเข้าประตูไปอย่างสวยงาม นิค โป๊ป แม้จะพยายามยื่นมือไปแล้ว แต่ก็ไม่สามารถป้องกันได้ อาร์เซน่อลแซงนำ 2-1

สนามระเบิด นักเตะอาร์เซน่อลทุกคนวิ่งไปรวมตัวกันฉลองประตู ขณะที่มากัลเญสกลายเป็นฮีโร่ของเกม จากผู้ที่เกือบจะกลายเป็นจอมวายร้าย กลับมาเป็นผู้ยิงประตูชัยชนะ นี่คือฟุตบอล

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
callcenter sbobet