สถานการณ์ของ อาร์เน่อ สลอต (Arne Slot) ผู้จัดการทีมของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เดินหน้าเข้าใกล้จุดแตกหักมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังคู่แข่งออกมายอมรับแบบตรงไปตรงมาว่า พวกเขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวกับการมาเยือนสนาม แอนฟิลด์ (Anfield) อีกต่อไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าความแข็งแกร่งของ “ป้อมปราการเหล็ก” แห่งนี้เริ่มสั่นคลอนอย่างน่าเป็นห่วง แม้ว่า ลิเวอร์พูล จะเพิ่งเก็บชัยชนะในลีกได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน หลังชนะ เวสต์แฮม (West Ham) ทำให้แฟนบอลหวังว่าทีมอาจกลับเข้าที่เข้าทาง แต่ความหวังนั้นก็พังทลายอย่างรวดเร็ว เมื่อผลงานในเกมเสมอ ซันเดอร์แลนด์ (Sunderland) 1-1 กลายเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า ปัญหาของทีมภายใต้การคุมทัพของ สลอตยังไม่ถูกแก้ไขแม้แต่น้อย ลิเวอร์พูล ไม่สามารถคว้าชัยชนะในลีกได้แบบต่อเนื่องอีกเลย นับจากที่เคยชนะ เบิร์นลีย์ (Burnley) และ เอฟเวอร์ตัน (Everton) ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา ขณะที่ผลงานในทุกรายการชนะเพียง 4 จาก 14 นัด และเมื่อเล่นในบ้านก็ชนะได้แค่ 2 จาก 7 นัดหลังสุดที่ แอนฟิลด์ นี่ไม่ใช่ผลงานที่แฟนบอลของทีมระดับลุ้นแชมป์จะยอมรับได้ และยิ่งตอกย้ำภาพรวมว่า การคุมทีมของ อาร์เน่อ สลอต ยังไม่สามารถสร้างระบบหรือความมั่นใจให้กับทีมได้เลย สลอต ยอมรับหลังเกมว่า “ชัดเจนว่า ทีมคู่แข่งที่มาเยือนเราตอนนี้คิดว่า พวกเขามีโอกาสคว้าผลการแข่งขันได้” คำพูดนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เพราะในอดีต แอนฟิลด์ ถือเป็นสนามที่แทบไม่มีทีมใดยินดีมาเยือน และแทบไม่เคยมีใครกล้าแสดงความมั่นใจเช่นนี้มาก่อน
ตัวเลขที่น่าตกใจ และเหตุผลที่ตำแหน่งผู้จัดการทีมเริ่มสั่นคลอน

หากนับย้อนหลังไปไกลขึ้น ลิเวอร์พูล ชนะเพียง 15 จาก 32 นัดในทุกรายการ ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่ไม่อาจยอมรับได้สำหรับสโมสรที่ตั้งเป้าลุ้นแชมป์ทุกรายการ ถึงแม้แฟนบอลส่วนหนึ่งยังคงให้เวลาสลอต เพราะมีเหตุผลบางประการ เช่น การเปลี่ยนถ่ายทีม การบาดเจ็บ และการรวมตัวของผู้เล่นใหม่จำนวนมาก แต่สไตล์การเล่น การตัดสินใจในเกม การเปลี่ยนตัว และการจัดการนักเตะของเขากลับยังไม่แสดงให้เห็นเลยว่า เขาคือคนที่จะพาทีมก้าวไปข้างหน้า ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นชัดว่า การอยู่ในตำแหน่งของเขาเริ่มสุ่มเสี่ยงมากขึ้นทุกที ในเกมกับ ซันเดอร์แลนด์ ครึ่งแรก ลิเวอร์พูล แทบไม่มีความดุดันใด ๆ เลย การตั้งเกมแบบ 4-4-2 ทำให้ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ (Florian Wirtz) และ อเล็กซานเดอร์ อิซัค (Alexander Isak) โดดเดี่ยวอย่างมาก ขณะที่ โดมินิก โซบอสซ์ไล (Dominik Szoboszlai) และ โคดี้ กัคโป (Cody Gakpo) ถูกดึงลงต่ำจนแทบไม่ได้ช่วยเกมรุก มีจังหวะหนึ่งที่ผู้รักษาประตูของซันเดอร์แลนด์ยืนถือบอลถึงหน้าเขตโทษของตัวเอง แต่ กัคโป ถอยไปยืนเกือบกลางสนามฝั่งตัวเอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแผน “เซฟตัวเองก่อน” แบบชัดเจนที่สุด แม้ในครึ่งหลัง สลอต จะส่ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ลงสนาม ทำให้รูปเกมดีขึ้น พร้อมเปลี่ยนระบบเป็น 4-3-3 แต่ภาพรวมยังเต็มไปด้วยความสับสน นักเตะต้องปรับตำแหน่งไปมาแทบทุกนัด บางครั้งต้องโยกเล่น 2-3 ตำแหน่งในเกมเดียว ซึ่งทำให้ความเข้าใจในเกมเป็นเรื่องเกือบเป็นไปไม่ได้ เรกิส เลอ บรีส์ (Regis Le Bris) กุนซือของ ซันเดอร์แลนด์ พูดหลังเกมอย่างตรงไปตรงมาว่า
“เราประหลาดใจมากที่มีพื้นที่ให้เล่นและต่อบอลได้ง่ายกว่าที่คิด” นี่คือคำให้การที่ทำให้แฟนลิเวอร์พูลรู้สึกใจหาย เพราะทีมที่เคยขึ้นชื่อเรื่องการเพรสซิ่งอย่างหนัก ปัจจุบันกลับทำได้อย่างเชื่องช้า ไร้พลัง และไร้รูปแบบที่ชัดเจน
ปัญหาการจัดการทีม และกรณีของ เฟเดริโก้ เคียซ่า
แฟนบอลเริ่มตั้งคำถามถึงการบริหารนักเตะของ สลอต โดยเฉพาะกรณีของ
เฟเดริโก้ เคียซ่า (Federico Chiesa) ที่ถูกเตรียมลงสนามเพื่อแทน อิซัค ก่อน ลิเวอร์พูล ตีเสมอ แต่ถูกบอกให้รอ ก่อนจะถูกส่งลงมาในอีก 5 นาทีต่อมา เคียซ่า ลงมาแล้วเพิ่มพลังเกมรุกทันที แต่กลายเป็นว่า ลิเวอร์พูล เดินเกมอย่างไร้สมดุล เพราะมีทั้ง เคียซ่า, ฮูโก้ เอกิติเก้ (Hugo Ekitike), ซาลาห์ และ เวียร์ตซ์ อยู่ในสนามพร้อมกันจนทีมเสียรูปแบบเกมอย่างสิ้นเชิง ท้ายเกม ลิเวอร์พูล เกือบโดนยิง แต่ เคียซ่า เป็นคนวิ่งสกัดบนเส้นประตูช่วยชีวิตทีมและผู้จัดการทีมเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิดหาก ลิเวอร์พูล แพ้ในเกมนี้ โอกาสปลด สลอต อาจเกิดขึ้นทันที แม้ผลเสมอจะช่วยยืดเวลาให้เขาอยู่ในตำแหน่งอีกหน่อย แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง พวกเขาต้องบุกเยือน ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ในเกมถัดไป ซึ่งกำลังมีความมั่นใจหลังชนะ เชลซี (Chelsea) และหากผลออกมาเลวร้ายอีกครั้ง สถานะของ สลอต อาจถึงจุดแตกหักจริง ๆ เมื่อพิจารณาผลงานทั้งหมด ดูเหมือนว่าการจากตำแหน่งของ อาร์เน่อ สลอต (Arne Slot) จะกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มากขึ้นทุกวัน เพราะเขายังหาเส้นทางที่ชัดเจนให้กับทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะระดับคุณภาพไม่ได้เลย








