คดีพลิก เจอร์ราด เลือกปฏิเสธโอกาสกลับไปคุมเรนเจอร์ส คำรบสอง

สตีเว่น เจอร์ราด (Steven Gerrard) อดีตกัปตันทีมชาติ อังกฤษ และ ลิเวอร์พูล (Liverpool ) ได้ตัดสินใจปฏิเสธข้อเสนอให้กลับไปดำรงตำแหน่งผู้จัดการทีมของ เรนเจอร์ส ( Rangers) เป็นสมัยที่สองอย่างน่าประหลาดใจ โดยเชื่อว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาปฏิเสธคือช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ได้สร้างความตกใจให้กับแฟนบอลและแวดวงฟุตบอลสก็อตแลนด์เป็นอย่างมาก อดีตแข้งระดับตำนานของ England วัย 45 ปี ได้เข้าพบปะหารือกับฝ่ายบริหารของสโมสรในศึก Scottish Premiership ช่วงต้นสัปดาห์นี้ หลังจากที่ รัสเซลล์ มาร์ติน (Russell Martin) ถูกปลดออกจากตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา การพูดคุยในครั้งนั้นถือว่าดำเนินไปด้วยดีและมีบรรยากาศที่เป็นมิตร
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า สตีเว่น เจอร์ราด (Steven Gerrard) จะเปิดใจว่าเขายินดีที่จะกลับไปยัง Ibrox Stadium ในอนาคต และทางสโมสรก็มีความคิดในทำนองเดียวกัน แต่การกลับมาครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งถือเป็นข่าวที่ไม่คาดคิดสำหรับแฟนบอล เรนเจอร์ส ( Rangers) ที่กำลังรอคอยการกลับมาของตำนานของสโมสร

ความสำเร็จสูงสุดของ เจอร์ราด กับอดีตที่เคยคุม เรนเจอร์ส ยุคที่ เรนเจอร์ส อยู่เหนือ เซลติก

สตีวี่ จี เรนเจอร์ส

สตีเว่น เจอร์ราด (Steven Gerrard) เคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการทีมที่ Ibrox ระหว่างปี 2018 ถึง 2021 และประสบความสำเร็จอย่างสูงเมื่อพาทีมคว้าแชมป์ Scottish Premiership ในฤดูกาล 2020-21 ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้เขากลายเป็นวีรบุรุษในสายตาของแฟนบอล เรนเจอร์ส ( Rangers) การคว้าแชมป์ในครั้งนั้นยังหมายถึงการทำลายสถิติการครองแชมป์ติดต่อกันของ Celtic อีกด้วย ช่วงเวลาที่ สตีเว่น เจอร์ราด (Steven Gerrard) คุมทีมถือว่าเป็นยุคทองยุคหนึ่งของสโมสร ด้วยการเล่นที่มีระเบียบและผลงานที่โดดเด่นทั้งในเวที Scottish Premiership และการแข่งขันในเวทียุโรป ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้เขาได้รับการยกย่องและเป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลอย่างมาก เมื่อเร็ว ๆ นี้ สตีเว่น เจอร์ราด (Steven Gerrard) ได้แสดงความปรารถนาที่จะกลับสู่วงการจัดการทีมอีกครั้ง หลังจากที่ต้องพบกับความล้มเหลวทั้งกับ Aston Villa ในศึก English Premier League และ Al-Ettifaq สโมสรใน Saudi Arabia อย่างไรก็ตาม เขาได้ถอนตัวจากกระบวนการสัมภาษณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง ในพอดแคสต์ที่บันทึกก่อนหน้าที่ รัสเซลล์ มาร์ติน (Russell Martin) จะถูกปลด แต่เผยแพร่เมื่อวันพุธ สตีเว่น เจอร์ราด (Steven Gerrard)ได้บอกกับ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ( Rio Ferdinand) อดีตเพื่อนร่วมทีมชาติ อังกฤษ ว่าเขาอยากกลับมาทำงานด้านการจัดการทีม ในการสัมภาษณ์ครั้งนั้น สตีเว่น เจอร์ราด (Steven Gerrard) ยังกล่าวอีกว่าเขาต้องการ "อยู่กับทีมที่จะแข่งขันเพื่อชัยชนะเพราะเขาคิดว่านั่นเหมาะกับเขามากกว่า" แต่ตอนนี้ได้กลายเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าทีมนั้นจะไม่ใช่ เรนเจอร์ส ( Rangers) อย่างน้อยในตอนนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบในการตัดสินใจของ สตีเว่น เจอร์ราด (Steven Gerrard) ที่ไม่ต้องการรีบร้อนกลับมาในสถานการณ์ที่อาจไม่เหมาะสมที่สุด

การที่เจอร์ราด ยังไม่พร้อมรับงานทำให้ เรนเจอร์ส ต้องเร่งหา โค้ชคนใหม่ให้ได้โดยเร็ว

การปฏิเสธของ สตีเว่น เจอร์ราด (Steven Gerrard) ทำให้ฝ่ายบริหารชุดใหม่ของ เรนเจอร์ส ( Rangers) ซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ยังคงต้องค้นหาหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่เพื่อมาแทนที่ รัสเซลล์ มาร์ติน (Russell Martin)ซึ่งอยู่ได้เพียง 17 เกมหลังจากได้รับการแต่งตั้งในเดือนมิถุนายน สถานการณ์นี้สร้างความกดดันอย่างมากต่อฝ่ายบริหารที่ต้องหาคนที่เหมาะสมมาคุมทีมในช่วงเวลาที่วิกฤต ปัจจุบัน เรนเจอร์ส ( Rangers) กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยอยู่ในอันดับที่แปดของตาราง Scottish Premiership หลังจากชนะได้เพียงครั้งเดียวในเจ็ดนัดแรกของลีก นัดต่อไปของพวกเขาคือการเปิดบ้านรับการมาเยือนของ Dundee United ในวันเสาร์หน้า ซึ่งเป็นเกมที่สำคัญมากสำหรับขวัญกำลังใจของทีมและแฟนบอล หลังจากที่กลุ่มนักลงทุนจาก United States นำโดย Andrew Cavanagh ที่ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรในปัจจุบัน เข้ามาเป็นเจ้าของเมื่อช่วงฤดูร้อน เรนเจอร์ส ( Rangers) ตัดสินใจว่า รัสเซลล์ มาร์ติน (Russell Martin) คือผู้ที่เหมาะสมที่จะนำทีมไปข้างหน้าด้วยสัญญา 3 ปี อดีตกองหลังของทั้ง เรนเจอร์ส ( Rangers) และทีมชาติ Scotland ประสบความสำเร็จในการพา Southampton กลับขึ้นสู่ศึก English Premier League แต่ถูกปลดหลังจากแพ้ 13 เกมในการลงเล่น 16 นัดแรกของฤดูกาลที่ตามมา ประสบการณ์ที่ล้มเหลวกับ Southampton กลายเป็นเงาตามตัวที่ทำให้แฟนบอล เรนเจอร์ส ( Rangers) ไม่มั่นใจในการแต่งตั้งเขา การต้อนรับจากแฟนบอลต่อการแต่งตั้ง รัสเซลล์ มาร์ติน (Russell Martin) เป็นผู้จัดการทีมนั้นเย็นชาเป็นอย่างดีที่สุด และเขาก็ไม่สามารถทำให้แฟนบอลหันมาสนับสนุนได้เลยในช่วง 123 วันที่เขาดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการทีมวัย 39 ปีต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักหน่วงตั้งแต่วันแรก เกมสุดท้ายของเขาคือการเสมอกับ Falkirk 1-1 ก่อนช่วงพักการแข่งขันทีมชาติ หลังจากนั้นเขาต้องได้รับการคุ้มกันจากตำรวจเพื่อออกจากสนามหลังจากที่แฟนบอลพยายามหยุดรถบัสของทีมไม่ให้ออกจากสนาม เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของแฟนบอลที่มีต่อผลงานของทีม เรนเจอร์ส ( Rangers) ต้องรอจนถึงปลายเดือนกันยายนจึงจะสามารถเก็บชนะในศึกลีกได้ และสโมสรถูกทำให้อับอายอย่างหนักด้วยการแพ้รวม 9-1 ต่อ Club Brugge ในรอบเพลย์ออฟของ UEFA Champions League ซึ่งถือเป็นความผิดหวังครั้งใหญ่สำหรับสโมสรที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน รัสเซลล์ มาร์ติน (Russell Martin) จากไปพร้อมกับการทิ้งสโมสรไว้ห่างจากผู้นำตาราง Hearts ถึง 11 คะแนน และห่างจาก Celtic ถึง 9 คะแนน โดยมีชัยชนะเพียง 5 นัดในทุกรายการ ผลงานที่แย่มากเช่นนี้ทำให้การปลดเขาเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การค้นหาผู้จัดการทีมคนใหม่ของ เรนเจอร์ส ( Rangers) ได้มุ่งไปที่ สตีเว่น เจอร์ราด (Steven Gerrard) อย่างรวดเร็ว ซึ่งเขาเป็นคนที่เจ้าของชาวอเมริกันของสโมสรสนใจตั้งแต่ช่วงฤดูร้อน แต่ก่อนหน้านี้มีปัญหาหลายประการที่ส่งผลให้เขาถอนตัวจากการเข้ารับตำแหน่ง ตอนนี้สถานการณ์ก็เหมือนเดิมอีกครั้ง แม้ว่าหลายคนจะคาดหวังว่าเขาจะยอมรับข้อเสนอในครั้งนี้
การตัดสินใจของ สตีเว่น เจอร์ราด (Steven Gerrard) ทำให้ เรนเจอร์ส ( Rangers)ต้องกลับไปเริ่มกระบวนการค้นหาผู้จัดการทีมใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทีมกำลังดิ้นรนในศึกลีกและมีขวัญกำลังใจที่ต่ำมาก ฝ่ายบริหารจำเป็นต้องหาคนที่เหมาะสมมาแก้ไขสถานการณ์อย่างเร่งด่วน มิฉะนั้นฤดูกาลนี้อาจกลายเป็นฝันร้ายสำหรับสโมสรที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ สถานการณ์ปัจจุบันของ เรนเจอร์ส ( Rangers)สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สโมสรกำลังเผชิญ และการปฏิเสธของ สตีเว่น เจอร์ราด (Steven Gerrard)เพิ่มความยากลำบากให้กับภารกิจในการฟื้นฟูทีมให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

ค่ำคืนแห่งความอับอาย เรนเจอร์สพ่ายคลับ บรูช 6-0

ฟุตบอลยุโรปคือเวทีที่สร้างชื่อเสียง และในขณะเดียวกันก็ทำลายความมั่นใจได้อย่างร้ายแรง สำหรับสโมสรยักษ์ใหญ่จากสกอตแลนด์อย่าง เรนเจอร์ส ความพ่ายแพ้ต่อ คลับ บรูช ด้วยสกอร์ขาดลอย 6-0 ไม่เพียงแต่ส่งทีมตกรอบเพลย์ออฟยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก แต่ยังกลายเป็นความอัปยศครั้งประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้ด้วยตัวเลขที่ไม่มีใครอยากจดจำ — 9-1 สกอร์รวมสองนัด

ค่ำคืนในเบลเยียมคือหนึ่งในวันที่แฟนบอลเรนเจอร์สต้องการลืมให้เร็วที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน มันอาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสโมสรและกุนซือ รัสเซล มาร์ติน ผู้ซึ่งออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า นี่คือ “ค่ำคืนที่ยากที่สุดในอาชีพผู้จัดการทีม” ของเขา

เหตุการณ์ในสนาม: จากความหวังสู่ฝันร้าย

เกมแรกที่ Ibrox: จุดเริ่มต้นของปัญหา

  • เรนเจอร์สพ่ายแพ้เลกแรกด้วยสกอร์ 3-1 ในบ้านตัวเอง

  • การเสียประตูง่ายเกินไป ทำให้บรรยากาศเริ่มเต็มไปด้วยความกดดัน

เลกสองในเบลเยียม: คลับ บรูช ไร้ความปรานี

ค่ำคืนแห่งความอับอาย เรนเจอร์สพ่า

  • เรนเจอร์สถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่นาทีแรก

  • การป้องกันไร้ระเบียบ เสียประตูอย่างต่อเนื่องจนถึง 6-0

  • ผู้เล่นเรนเจอร์สหลายคนดูหมดแรงและขาดแรงจูงใจในสนาม

นี่คือเกมที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในคุณภาพอย่างชัดเจน ทั้งในด้านแท็กติก ความมั่นใจ และประสบการณ์

คำพูดของมาร์ตินความอับอายที่ไม่ปกปิด

รัสเซล มาร์ติน ออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างเปิดเผย:

“ถึงแฟนบอล ผมมีเพียงคำขอโทษ มันเป็นเรื่องที่น่าอับอายและเจ็บปวด นี่อาจเป็นค่ำคืนที่ยากที่สุดในชีวิตการเป็นโค้ชของผม”

เขาเน้นย้ำว่า แม้ผลการแข่งขันจะเป็นความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวด แต่เขายังเชื่อมั่นในศักยภาพของทีม และเชื่อว่าจากตรงนี้พวกเขาจะสามารถ “เติบโตและก้าวต่อไป”

เสียงสะท้อนจากแฟนบอล: ความผิดหวังที่ท่วมท้น

  • แฟนบอลจำนวนมากรู้สึกถูกหักหลัง หลังต้องเดินทางไปเชียร์ทีมถึงเบลเยียมแต่กลับได้เห็นการแสดงที่เลวร้าย

  • มีเสียงวิจารณ์ในโลกออนไลน์ต่อผู้บริหารสโมสรและทีมงานโค้ชอย่างหนัก

  • การพ่ายแพ้ด้วยสกอร์รวม 9-1 ทำให้ชื่อเสียงเรนเจอร์สในเวทียุโรปถูกกระทบอย่างหนัก

เรนเจอร์สกับปัญหาเชิงโครงสร้าง

การแพ้ต่อคลับ บรูชอาจเป็นเพียงผลลัพธ์ในสนาม แต่ปัญหาที่แท้จริงอาจลึกกว่านั้น:

  1. การลงทุนและโครงสร้างทีม – ขุมกำลังปัจจุบันของเรนเจอร์สยังห่างไกลจากมาตรฐานยุโรป

  2. ขาดความต่อเนื่องในแท็กติก – นักเตะหลายคนยังไม่เข้าใจระบบการเล่นที่มาร์ตินพยายามสร้าง

  3. แรงกดดันจากแฟนบอล – สโมสรที่มีฐานแฟนบอลใหญ่ ย่อมต้องเผชิญความกดดันมหาศาลเมื่อผลงานไม่ดี

การเปรียบเทียบ จากความสำเร็จสู่ความล้มเหลว

ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน เรนเจอร์สยังสามารถไปถึงรอบชิงชนะเลิศยูโรปาลีกได้ แต่วันนี้พวกเขากลับตกรอบด้วยความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรปของสโมสร

สิ่งนี้สะท้อนว่า สโมสรยังไม่สามารถสร้างความมั่นคงระยะยาวได้ แม้จะมีศักยภาพและชื่อเสียงก็ตาม

อนาคตของรัสเซล มาร์ติน อยู่หรือต้องไป?

แม้มาร์ตินจะยืนยันว่าเขาไม่กังวลเรื่องอนาคต แต่ความจริงคือเขากำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก:

  • สื่อสกอตแลนด์ พูดถึงความเป็นไปได้ที่บอร์ดบริหารอาจพิจารณาเปลี่ยนโค้ช หากฟอร์มในลีกไม่กระเตื้อง

  • แฟนบอลบางส่วน เริ่มเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทันที

  • อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายฝ่ายที่มองว่า มาร์ตินควรได้รับเวลาในการสร้างทีมและระบบใหม่

บทเรียนจากค่ำคืนแห่งความพ่ายแพ้

  1. ความแข็งแกร่งทางจิตใจสำคัญพอ ๆ กับแท็กติก

  2. ฟุตบอลยุโรปไม่ให้อภัยทีมที่ผิดพลาดง่าย

  3. สโมสรต้องหาสมดุลระหว่างการสร้างทีมระยะยาวและการตอบสนองต่อความคาดหวังของแฟนบอล

บทสรุปความพ่ายแพ้ที่อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยน

แม้การแพ้คลับ บรูช 6-0 จะเป็นบาดแผลที่เจ็บปวด แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันอาจเป็น สัญญาณเตือนที่จำเป็น สำหรับเรนเจอร์ส หากสโมสรสามารถเรียนรู้และนำความผิดพลาดนี้ไปปรับใช้ บางทีความอับอายครั้งนี้อาจกลายเป็นแรงผลักดันให้พวกเขากลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม

เรนเจอร์สในคืนแห่งฝันร้ายบทเรียนราคาแพงที่ไอบร็อกซ์

ค่ำคืนที่สนาม Ibrox Stadium ซึ่งปกติแล้วเป็นสถานที่แห่งความภาคภูมิใจและเต็มไปด้วยพลังของแฟนบอล กลับกลายเป็น เวทีแห่งความผิดหวัง เมื่อสโมสรเรนเจอร์สต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ เสียงปรบมือเพียงครั้งเดียวของผู้จัดการทีม รัสเซล มาร์ติน ที่ปรบให้ลูกทีมหลังได้เตะมุมในนาทีที่ 40 กลับถูกกลบด้วยเสียงโห่จากอัฒจันทร์ที่สะท้อนความโกรธเกรี้ยวของแฟนบอลได้อย่างชัดเจน

ในเวลานั้น สกอร์บอร์ดบอกทุกอย่าง: เรนเจอร์สตามหลัง 0-3 และบรรยากาศเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ถึงขั้นที่แฟนบอลบางส่วนตัดสินใจเดินออกจากสนามทั้งที่เกมยังไม่จบครึ่งแรก

ความดุดันของอิบร็อกซ์เมื่อทีมล้มเหลว

แฟนบอลเรนเจอร์สขึ้นชื่อว่า คลั่งไคล้และมีความคาดหวังสูง พวกเขาพร้อมสนับสนุนทีมอย่างเต็มที่เมื่อทีมทำผลงานดี แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อทีมล้มเหลว พลังของเสียงโห่ก็รุนแรงพอที่จะ “กรีด” นักเตะและโค้ชจนแทบขาดใจ

สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นเป็นเหมือนการแสดงออกว่า ความอดทนของกองเชียร์หมดลงแล้ว ความผิดพลาดในแนวรับ การไร้ระเบียบวินัยในแดนกลาง และการขาดแคลนพละกำลัง ทำให้ทุกจังหวะผิดพลาดถูกขยายเป็นบาดแผลใหญ่

ฟุตบอลแบบรัสเซล มาร์ติน เสี่ยงเกินไปหรือแค่ยังไม่สมบูรณ์

Rangers nightmare night expensive lesson at Ibrox

ปรัชญาของรัสเซล มาร์ตินนั้นชัดเจน:

  • ฟุตบอลเชิงรุก

  • เน้นการครองบอล

  • ทุกคนต้องเล่นบน “หน้าเท้า” ไม่ถอยหลังตั้งรับ

ปัญหาคือ แนวทางนี้ในปัจจุบัน ขาดความสมดุล ระหว่างเกมรุกกับเกมรับ

  • ไม่มีวินัยในแดนกลาง: กองกลางมักดันขึ้นสูงเกินไปจนปล่อยพื้นที่ให้คู่แข่งโจมตี

  • แนวรับไร้ความแข็งแกร่ง: การเข้าประกบไม่แน่น การดวลกลางอากาศล้มเหลว

  • ไม่มีผู้นำในแนวหลัง: ขาดกองหลังที่สามารถสั่งการและควบคุมจังหวะได้

ผลลัพธ์คือ เรนเจอร์สกลายเป็นทีมที่ “เปิดพื้นที่ให้คู่แข่ง” มากเกินไป และอาศัยเพียงความหวังว่าจะยิงประตูได้มากกว่าที่เสีย ซึ่งในระดับการแข่งขันสูง ๆ ถือว่าเป็นการพนันที่อันตราย

เกมที่ควรแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ช่องโหว่ที่ถูกเปิดโปง

แม้ก่อนหน้านี้เรนเจอร์สจะผ่านการเจอกับทีมอย่าง Panathinaikos และ Viktoria Plzen มาได้ แต่หากมองลึก ๆ จะเห็นว่าโชคมีบทบาทไม่น้อย:

  • คู่แข่งพลาดโอกาสง่าย ๆ หลายครั้ง

  • ผู้รักษาประตูต้องเซฟอย่างต่อเนื่อง

  • แนวรับปล่อยพื้นที่และตามตัวประกบไม่ทัน

ดังนั้น การพ่ายแพ้ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย หากแต่เป็น ผลลัพธ์ที่รอวันเกิดขึ้น

ความรู้สึกของแฟนบอล จากศรัทธาสู่ความโกรธ

แฟนบอลเรนเจอร์สมักภูมิใจในคำว่า “We are the People” แต่ความภาคภูมิใจนี้ก็มาพร้อมกับ มาตรฐานที่สูงลิบ

การเห็นทีมรักโดนถล่มในบ้านต่อหน้าแฟน ๆ คือความอับอายที่ยากจะรับได้ และความผิดหวังนั้นสะท้อนออกมาผ่านเสียงโห่ที่กึกก้องไปทั้งสนาม

บางคนเลือกออกจากสนามตั้งแต่ครึ่งแรก เพื่อหลีกเลี่ยงการเห็นทีมถูกถล่มยับยู่ยี่ต่อหน้า แต่สำหรับคนที่ยังอยู่ เสียงตะโกนตำหนิและความโกรธแค้นถูกส่งไปยังนักเตะและผู้จัดการทีมอย่างไม่ลดละ

เรนเจอร์ส กับเส้นทางสู่รอบเพลย์ออฟ ยูฟ่า

มีคำกล่าวเก่าในวงการกีฬาว่า “บางครั้ง การมีโชคดีกว่าการเก่ง” และดูเหมือนว่าประโยคนี้จะอธิบายเส้นทางของสโมสร เรนเจอร์ส (Rangers) ในรอบคัดเลือกศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาลนี้ได้อย่างตรงตัว

แม้ฟอร์มการเล่นอาจไม่ถึงขั้นไร้ที่ติ แต่ความจริงก็คือ พวกเขาอยู่ห่างจากรอบแบ่งกลุ่มเพียงแค่ สองนัด หรือ หนึ่งรอบเพลย์ออฟ เท่านั้น โดยคู่แข่งต่อไปคือ คลับ บรูช (Club Brugge) สโมสรแกร่งจากเบลเยียม

ความสำเร็จที่เกินความคาดหมาย

การมาถึงรอบเพลย์ออฟในปีนี้อาจถือว่าเป็นความสำเร็จที่เกินคาด สำหรับทีมที่เพิ่งผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งในเรื่องโค้ชและการสร้างทีมใหม่ อีกทั้งเส้นทางก่อนหน้านี้ก็ไม่ง่าย เพราะต้องเผชิญกับ พานาธิไนกอส สโมสรดังจากกรีซในรอบที่ผ่านมา

การผ่านคู่แข่งที่มีประสบการณ์ในยุโรปสูง ทำให้เรนเจอร์สได้รับเครดิตจากแฟนบอลและสื่อ แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนว่าพวกเขายังต้องแก้ไขปัญหาหลายด้านหากหวังจะไปไกลกว่านี้

บทบาทของรัสเซล มาร์ติน

Rangers have ridden their luck in the Champio

รัสเซล มาร์ติน กุนซือคนใหม่ของเรนเจอร์ส รู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของงานใหญ่ เขายอมรับตรงๆ ว่าทีมยังต้องพัฒนาในหลายมิติ โดยเฉพาะการรักษาสมาธิและความแม่นยำในการครองบอล

หลังเกมที่พวกเขาผ่าน วิคตอเรีย พิลเซ่น (Viktoria Plzen) ด้วยสกอร์รวม แม้จะแพ้ในเลกสอง 2-1 มาร์ตินให้สัมภาษณ์ว่า

"เรายังมีอีกหลายอย่างต้องทำ แต่สิ่งสำคัญคือเราผ่านเข้ารอบ ทั้งสองประตูที่เสียไปนั้นน่าผิดหวัง และเราต้องป้องกันให้ดีกว่านี้ เราเสียบอลบ่อยเกินไปจนต้องตั้งรับมากกว่าที่ควร"

ผู้รักษาประตูคือฮีโร่

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เรนเจอร์สยังอยู่ในเส้นทางคือฟอร์มอันเหนียวหนึบของ แจ็ค บัตแลนด์ (Jack Butland) นายทวารมือหนึ่งที่โชว์การเซฟสำคัญหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทีมตกอยู่ในสถานการณ์กดดัน

บัตแลนด์ไม่เพียงช่วยรักษาสกอร์ แต่ยังสร้างความมั่นใจให้กับเพื่อนร่วมทีมในจังหวะที่เกมดูจะควบคุมไม่ได้ เขากลายเป็น “กำแพงเหล็ก” ที่ช่วยพยุงทีมผ่านช่วงเวลายากลำบากมาได้

คู่แข่งที่ฟอร์มตกช่วยไว้

อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เรนเจอร์สรอดพ้นจากการตกรอบ คือ ความไม่คมของคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นพานาธิไนกอสหรือวิคตอเรีย พิลเซ่น ต่างมีโอกาสทองหลายครั้งแต่จบสกอร์ไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มาร์ตินรู้ดีว่าไม่ควรฝากความหวังไว้กับโชคแบบนี้ในระยะยาว

เพราะเมื่อถึงรอบเพลย์ออฟ เจอกับทีมระดับคลับ บรูช ที่ขึ้นชื่อเรื่องเกมรุกและจบสกอร์เฉียบขาด การผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้หมดสิทธิ์เข้ารอบทันที

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
callcenter sbobet