เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) ตำนานของทีมชาติอังกฤษ ออกมาปกป้องเพื่อนร่วมทีมในยุคที่เขาเล่นให้กับ England หลังจากที่ สตีเวน เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard) อดีตกัปตันทีม Three Lions ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ทีมชาติในยุคนั้นอย่างหนักว่า นักเตะดาวเด่นในสมัยนั้นเป็นพวก "ขี้แพ้ที่เห็นแก่ตัว" และไม่ได้เป็นทีมจริงๆ รูนีย์ (Rooney) ซึ่งลงเล้นให้ทีมชาติอังกฤษ (England) ไปทั้งหมด 120 นัด ทำประตูได้ 53 ลูก ซึ่งเป็นสถิติในขณะนั้น ระหว่างปี 2003 ถึง 2018 ได้ออกมาให้ความเห็นในรายการพอดคาสต์ของเขาเอง The Wayne Rooney Show ทาง BBC ว่าเขาไม่เห็นด้วยกับมุมมองของ เจอร์ราร์ด (Gerrard) ทั้งหมด อดีตกองหน้าดาวเด่นของ Manchester United กล่าวว่า "เห็นได้ชัดว่าเราไม่ได้คว้าแชมป์อะไรมาได้สักรายการ แต่ผมไม่อยากจะพูดในแบบนั้น ถึงแม้ว่าผมจะเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด มันเป็นจริงที่ว่ามีนักเตะที่เป็นบุคคลสำคัญหลายคนอยู่ในห้องแต่งตัว" "แต่ผมจะไม่พูดว่าทีมชาติอังกฤษ (England) ในปัจจุบันมีทัศนคติที่ดีกว่า การพูดแบบนั้นมันไม่เคารพพวกเราในฐานะนักเตะเลย เพราะเราทำงานหนัก เราพยายาม แต่เราแค่ไม่สามารถทำสำเร็จได้เท่านั้น" รูนีย์ (Rooney) กล่าว
"แม้แต่เมื่อมองย้อนกลับไปกับคุณภาพนักเตะที่เรามี เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้หรือไม่? เราน่าจะทำได้ แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น" เขาเสริม
เจอร์ราด ได้ออกมาพูดถึงเหตุที่ทีมสิงโตคำรามยุคเขาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทั้งทีมไม่เชื่อมโยงกัน

เจอร์ราร์ด (Gerrard) ซึ่งลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ (England) 114 นัด ระหว่างปี 2000 ถึง 2014 ได้ออกมาพูดในรายการ Rio Ferdinand Presents Podcast ในสัปดาห์นี้ว่า สาเหตุที่พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จนั้นเกิดจากนักเตะคนสำคัญเป็นพวก "ขี้แพ้ที่เห็นแก่ตัว" และ "เราไม่ใช่ทีม" อดีตกองกลางดาวเด่นของ Liverpool ยังกล่าวอีกว่า "ผมไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของทีม ผมไม่รู้สึกถึงการเชื่อมโยงกับเพื่อนร่วมทีมกับทีมชาติอังกฤษ (England) เลย" อย่างไรก็ตาม รูนีย์ (Rooney) มีมุมมองที่แตกต่างออกไป เขาอธิบายว่า "มันยากที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักเตะ Liverpool และ Manchester United ในสมัยนั้น แต่มันง่ายกว่าในปัจจุบัน"
"ตอนนี้ผมคุยกับ สตีเวน (Steven) ตลอดเวลา คุณสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้ในตอนนี้เพราะคุณสามารถดื่มเบียร์ด้วยกันและผ่อนคลายมากขึ้น" "ส่วนตัวผมไม่มีปัญหากับใคร ผมเข้ากับทุกคนได้ดี แต่ผมก็รู้ว่า เบคส์ (Becks - David Beckham), แกรี่ เนวิลล์ (Gary Neville) และ สโคลส์ซี่ (Scholesy - Paul Scholes) พวกเขาคงไม่ได้สนิทกับนักเตะ Liverpool" "แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือทุกคนทำงานหนักเพื่อกันและกัน ผมไม่คิดว่านั่นเป็นปัญหา เราแค่ไม่สามารถก้าวข้ามเส้นชัยไปได้เท่านั้น ผมไม่เห็นปัญหาในเรื่องนี้เลย" รูนีย์ (Rooney) กล่าว ทั้ง เจอร์ราร์ด (Gerrard) และ รูนีย์ (Rooney) ต่างก็ไม่เคยผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศในทัวร์นาเมนต์ใหญ่กับทีมชาติอังกฤษ (England) ได้เลย พวกเขาไปได้ไกลสุดเพียงรอบรองชนะเลิศเท่านั้น แต่หลังจากยุคของพวกเขาผ่านไป ทีมชาติอังกฤษ (England) กลับสามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ UEFA European Championship ถึงสองครั้ง และรอบรองชนะเลิศ FIFA World Cup ครั้งหนึ่ง
รูนีย์ ขยายความต่อถึง สิงโตคำรามยุคเขาเทียบกับยุคปัจจุบันตอนนี้
รูนีย์ (Rooney) อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างยุคของเขากับยุคปัจจุบันว่า "สิ่งที่คุณเห็นในตอนนี้คือนักเตะจากทีมคู่แข่งกันฝึกซ้อมด้วยกันก่อนที่พวกเขาจะกลับไปเตรียมพร้อมก่อนฤดูกาลร่วมกัน เช่น ฟิล โฟเดน (Phil Foden) และ มาร์คัส แรชฟอร์ด (Marcus Rashford) เป็นต้น" "มันเป็นคนละยุคคนละสมัยกัน สิ่งสำคัญคือการรายงานข่าวจากสื่อมวลชนดีขึ้นมาก นักเตะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อมากขึ้น จากภายนอกมองเข้ามาจึงให้ความรู้สึกที่ดีกว่า" อดีตดาวยิงดาวเด่นกล่าว เจอร์ราร์ด (Gerrard) ได้กล่าวในพอดคาสต์ของ ริโอ เฟอร์ดินานด์ (Rio Ferdinand) ว่า อดีตนักเตะหลายคนจาก Manchester United และ Liverpool มีความสัมพันธ์ที่ดีกันมากขึ้นในฐานะนักวิเคราะห์ฟุตบอลในปัจจุบัน มากกว่าตอนที่พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมทีมชาติอังกฤษ (England) ในอดีต รูนีย์ (Rooney) ตอบรับว่าเขาเข้าใจในประเด็นนี้ โดยกล่าวว่า "มันยากจริงๆ ที่จะมีความสัมพันธ์แบบนั้นระหว่างนักเตะ Liverpool และ Manchester United ในสมัยนั้น เพราะทั้งสองทีมเป็นคู่แข่งกันอย่างดุเดือดในพรีเมียร์ลีก (Premier League) แต่มันง่ายกว่ามากในปัจจุบันที่ทุกคนต่างก็เกษียณจากการเล่นแล้ว" แม้ว่า รูนีย์ (Rooney) จะปกป้องทีมในยุคของเขา แต่เขาก็ยอมรับว่าพวกเขาไม่สามารถทำผลงานได้ตามที่คาดหวัง "เราเชื่อ 100% ว่าเราสามารถชนะได้แน่นอน แต่มันก็ไม่เป็นไปตามที่เราหวังไว้" เขากล่าว ทั้ง รูนีย์ (Rooney) และ เจอร์ราร์ด (Gerrard) ต่างก็เคยลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ให้กับทีมชาติอังกฤษ (England) ถึงหกครั้ง แต่พวกเขาไม่เคยก้าวข้ามรอบรองชนะเลิศไปได้สักครั้ง ซึ่งถือเป็นความผิดหวังอย่างใหญ่หลวงสำหรับทีมที่เต็มไปด้วยดาวเด่นระดับโลก ยุคทองของทีมชาติอังกฤษ (England) ที่มี รูนีย์ (Rooney), เจอร์ราร์ด (Gerrard), แฟรงก์ แลมพาร์ด (Frank Lampard), จอห์น เทอร์รี่ (John Terry), เดวิด เบคแฮม (David Beckham), พอล สโคลส์ (Paul Scholes) และนักเตะระดับโลกอีกหลายคน ถูกคาดหวังว่าจะสามารถคว้าแชมป์รายการใหญ่มาได้ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม รูนีย์ (Rooney) ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องของทัศนคติหรือความพยายาม แต่เป็นเพียงโชคชะตาที่ไม่เข้าข้างพวกเขา "เราพยายามแล้ว เราทำงานหนัก แต่บางครั้งฟุตบอลก็เป็นแบบนั้น คุณอาจจะเก่งกาจและมีนักเตะที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะชนะเสมอไป" เขากล่าวปิดท้าย










